Nonthawat's profileneuron น่ารักPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 07 สถานะการณ์ล่าสุดของ Nเป็นหวัดอะ แล้วก่อนหน้านี้ก็เจ็บคอด้วยยยยยยยย ช่วงนี้อะวันจันทร์ก็สอน 7 คาบติดเลยอะ ส่วนอังคารก็สอบ 5 คาบติดเลยนะ โอ๊ยย สอนมากมายเหนื่อยนะเนี่ย ช่วงนี้เลยไม่ค่อยได้มา online เท่าไหร่เลย แล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเนี่ยก้ได้รู้จักน้องเพิ่มคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ก็ไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร คือถ้าเจอก็คุย แต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว (1 พ.ย.) ได้มีโอกาสโทรไปคุยอย่างจริงจัง ทำให้รู้สึกว่าชีวิตน้องคนนี้มีอะไรที่น่าสนใจมาก แล้เค้าก็บอกว่า เค้าปวดหัวมากมาย (เป็น ไมเกรน) เราก็นึกว่าเค้าเป็นไม่มาก วันนั้นก็ไม่อะไรคุยกันยาวทีเดียวจนกระทั่งเช้า ปรากฏว่าวันต่อมาปวดมากแถบตาย ซึ่งเป็นยาวหลายวัน ทำให้เราเป็นห่วงมากมายทีเดียว แต่ตอนนี้เค้าอาการ ดีขึ้นมากเราก็ ok แล้ว สบายใจได้แล้ว วันนี้ up แค่นี้แล้วกันค่อยมา up ใหม่วันหลัง โชคดีทุกท่านนะ October 24 โศกนาศกรรมของ N ตอน เหตุเกิดจากความผิดผี ช่วงนี้ยุ่งวุ่นวายมากถึงขนาดไม่ว่างอย่างแรงมากเลยทีเดียว แต่ไหนๆ ก้ไหนๆ แล้ววันนี้มา up ซะหน่อย ช่วงนี้เพิ่งผ่านงานประชุมวิชาการไปแต่เป็ฯงานที่เราไม่ได้ทำอะไรเลยอะ เพราะว่าต้องนั่งทำ Multimedia อย่างเดียวแบบว่า ร้อนมากเลยเสร็จปุ๊บใช้ปั๊บ อาจารย์จับนี่ถึงกับมือพองเลยทีเดียว แต่หลายคนชอบและถูกใจมากมาย ยุให้เราเอาลง youtube เลยทีเดียว (ขนาดนั้นเลยนะ)
ตอนนี้เนี่ย ซวยอย่างแรงมากเลยอะ ทำไรก็เจ็บตัวอย่างมากมาย เรื่องของเรื่องเนี่ยเริ่มจากคืนวันพฤหัส ที่แล้ว (19 ตค.) เรานั่งทำงานอยู่ตอนกลางคืนแล้วพบว่า ตาข้างขวากระตุกอย่างร้ายกาจ เราเลยเริ่มสงสัย ว่าน่าจะเกิดเหตุอาเพส กะเราสักอย่างแรง เริ่มจากวันพุธกลางคืนเป็นไข้ พอวันพฤหัส นอนทั้งวันเลย พอกลางคืนก็เลยกลายเป็นว่า ชั้นนอนไม่หลับ นะ เลยนั่งทำงานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกตัวอีกทีก็ อ๊ะ ตีห้าแล้วเอาไงดี ok ไปอาบน้ำ ( - -'' ทั้งที่เพิ่งอาบมาตอนตีสอง) แล้วมานั่งทำงานอีกแป๊บหกโมงครึ่ง ฤกษ์งามยามดี ออกไปโครงการดีกว่า ตอนขับรถไปพบว่า โอ๊ะ!! เพลงมันมากมายเหมาะแก่การเริ่มวันไหนใหม่ (แต่หารู้ไม่ว่ากะลังจะเกิดเหตุกะตัวเอง) หลังจากนั้นก็ขับรถเข้ามาโครงการปกติ เวลาประมาณหกครึ่ง ตอนนั้นคิดว่าทุกคนต้องแปลกใจมากมาย ที่วันนี้เราโผลแต่เช้า
แล้วเราก็แบกของมากมายไปเปิดประตู พบว่ากระเป๋าเราหนักมากมายทั้งสองกระเป๋า และแล้ว เราก็นั่งไขกุญแจได้ ในขณะที่กำลังจะลุกขึ้น เพื่อดึงประตูขึ้น ประตูกระจกที่เราใช้หลังดันไว้ก็ปิดกลับเข้ามา เราตกใจก็เลยหันกลับไป ดันประตูแต่ปรากฏว่า เราก็หงายหลังกลิ้งตัวลงไปที่บันไดหน้าโครงการและล้วเราก็หยุดเมื่อกระแทกกับขอบฟุตบาท ดังตุ้บเลยทีเดียว ตอนนั้นสภาพเราแบบ น่ากลัวมากเลยคือ รองเท้าสองข้างกระเด็นไปคนละทาง กระเป๋าก็อยู่อีกทาง กุญแจกระเด็นไปหมด แล้วชั้นก็นอนอยู่ตรงนั้น สักพัก ความคิดแรกวูบเข้า หลังชั้นจะหักมั๊ยเนี่ย พอนอนสักพักรู้สึกจุกแล้วตอนพยายามขยับก็เจ็บด้วย ขายังขยับได้อยู่แลสดงว่าหลังไม่น่าจะหัก แต่ตอนนี้ลุกไม่ขึ้นเลย หลังจากนั้นเริ่มคิดว่าไม่ดีแน่ถ้าชั้นนอนตรงนี้ต้องโดนแบบว่า น้องเห้ มารุมกินชั้นแน่ๆ ต้องหาทางเปลี่ยนที่โดยเร็ว และแล้วก็เหลือบไปมองเห็นรถตัวเองเลยคิดได้ว่าไปพักในรถดีกว่าเลยตะกายขึ้นไปในรถ นั่งได้สักพักพบว่าเบาะหน้าเนี่ย นั่งไม่สบายเล้ย ก็คิดได้ว่าปเบาะหลังดีกว่า แล้วเราก็พบความจริงที่โหดร้ายว่า เบาะหลังช้านนนน มีของมากมาย ok แค่นี้ทำได้เอี่ยวตัวไปเก็บ โอ๊ย เจ็บทันที ทำไงดีเอาว่ะ ทนเจ็บนิด เอาของว่างที่พื้นทั้งหมด จากนั้น เราก็ตะกายลงจากรถไปนอนที่เบาะหลังอีกที หลังจากที่พยายามอยู่นานเราก็พบว่า ในที่สุดก็เอาตัวมาอยู่เบาะหลังสำเร็จ แต่ว่า! เบาะหลังเราไม่ตรงหนิ เลยแบบว่าทำไมมันปวดกว่าเดิมหละเนี่ย โอ๊ย ชั้นจะบร้า เอาว่าพักอีกสักแป๊บให้ดีขึ้น แล้วพยายามลุกขึ้นไปเปิดโครงการดีกว่า เลยพยายามลากสังขารเข้าไป พบว่าประตูโครงการเนี่ย หนักมากสำหรับคนเจ็บหลัง ตอนนี้ได้แต่จับเฉยๆ ยกไม่ขึ้นเลย เลยแบบว่าเอาว่ายืนเฉยๆ ก็ปวดปล่าวๆ วิญญาณนักยกน้ำหนักเข้าสิง ออกแรงยก แบบมีพักด้วย (คลินแอนท์เจิ้ก) และแล้วประตูก็เปิดเราก็เดินเข้ามานอนแมะที่โซฟาในโครงการเกือบๆ สิบนาที ใจก็กลัวว่าจะมีแมงมุม มั๊ยเนี่ยระแวงมากมาย พอนอนสักพักดีขึ้นเลยเดินจะไปนอนเตียงคนไข้ที่ห้องวัดคลื่นสมอง ก็เลยค่อยๆเดินถือกระเป๋ามา ก็เปิดไฟและพบความจริงอันโหดร้ายว่า มีแมงมุตัวไม่ใหญ่เท่าไหร่ สองตัวอยู่ซะกลางห้องทีเดียว แบบว่าเจอวันนี้ถอดใจทั้งหมดทั้งสิ้น พอกันที จบกัน plan ต่างๆของเราไม่เอาแล้ว มานอนแหมะที่เดิม รอความช่วยเหลือต่อไป สักพักเดินไปดูอีกทีเผื่อไปแล้ว ก็พบว่ายังอยู่ที่เดิมเลย (นี่แกไม่คิดจะไปไหนกันช่ายมั๊ยเนี่ย ไฟชั้นก็เปิดแล้ว) เลยเอาหละไปนั่งในห้องประชุมดีกว่า สักพักได้ยินเสียง โอ้ สวรรค์ทรงโปรด มีคนมาแล้ว เลยแบบว่าออกไปดู พบว่าเป็นเด็กปีหนึ่งก็เลยกะว่าจะให้เค้าช่วยไล่แมงมุมแต่ว่ามันไปแล้วเลยให้ยก future board ขึ้นแทน หุหุุหุ แล้วเราเลยค่อยๆย้ายของทั้งหมดมาอยู่ห้องนักศึกษาแล้วไปนอน จนเพื่อนมาปลุก แล้วถามว่าเป็นไงเลยเล่าให้ฟัง เค้าเลยไปซื้อข้าวกลางวันมาให้ กินอยู่ก็ปรากฏว่าครอบฟันหลุด ตายแล้วทำไมวันนี้ซวยอย่างงี้เนี่ย หลังจากนั้นก็กินข้าวกลางวัน แล้วเพื่อนพาไปหาหมอตอนออกมาหน้า ม เนี่ยติดรถคนรู้จักของแนนออกมาแบบว่า สะเทือนแรงได้อีกอะ (หลังช้านเจ็บอยู่นะ) กว่าจะมาเรียก taxi ได้ ครางไปหลายครั้งเลยทีเดียว ถึงโรงพยาบาล พนักงานก็ดูแลอย่างดี แล้วเค้าก็พาไปที่เตียงแล้วถามว่านั่งหรือนอนดีค่ะ เราก็ตอบว่านั่งครับ แล้วเค้าเลยบอกว่านอนดีกว่านะเดี๋ยวคุณหมอจะได้มาดูได้ง่าย (เอ้าแล้วจะถามชั้นทำเพื่อ ก็บอกสิให้ชั้นนอนลงไปเลย) แล้วคุณหมอก็เข้ามาดูกดๆดูพบว่ากระดูกไม่เป็นไร เลยบอกว่าอยากฉีดยาเข็มนึง พอฉีดเสร็จจะลุกออกไป เอ้าไม่มีแมวมาช่วยสักนิดเลย (ตอนแกเอาชั้นลงนอนเนี่ย มาช่วยมากมายตอนลุกละก็นะไม่มีสักคน) รับยาเสร็จก็กลับมา เฮ้อ ลำบากมากมาย นั่งคุยกะเพื่อนเลยสรุปว่าที่เป็นทั้งหมดวันนี้เนี่ยมีวสาเหตุมาจากแกทำอะไรผิดผี เอ้าเพื่อนชั้น T-T May 25 โศกนาศกรรมของ N ตอนต่อมา หุหุหุ หลังจากที่ดองเค็ม blog ได้เต็มที่ก็ได้เวลา up ซะที พอดีดีวันนี้ตัด section แล้วรู้สึกอยากพักขึ้นมา ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเรื่องน่าตื่นเต้นในชีวิตเท่าไหร่ ชีวิตก็เรื่อยๆ จันทร์ ถึงศุกร์ ทำ lab เตรียมสอน เสาร์- อาทิตย์ ก็ไปโปกฮากับการสอน รู้สึกว่าการทำงานแบบนี้ไม่ได้ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเลยแฮะกลับรู้สึกว่าเด็กลงๆเรื่อยๆ แย่แว้ว แต่ช่างเถอะยังไงก็มีความสุขดี จากการทำ lab ในช่วงนี้ที่ผ่านมานั้นพบว่า โครงการ(ที่เรียน ป โท)เราเนี่ยมีแมงมุม เยอะแย่มากมายแล้วก็มีแบบว่าตัวใหญ่ตู้ม เฮ้อ น่ากลัวอย่างมากมาย T-T ไม่เคยรู้สึกว่าจะทำใจได้สักครั้งเล้ย เจอกี่ทีก็ตกใจ แล้วหลีกหนีมันให้ทุกที เกรงใจมันจริงๆ เลยหุหุหุ (เป็นเอามากนะเนี่ย (x x) ก็กลัวหนินา) แต่คงต้องสู้ต่อไป
ช่วงนี้มีน้องมาทำ senior project ด้วย สองคน คนแรกนี่ hyper จนน่ากลัว แต่รู้สึกว่าบางทีตัวเองเหมือนช่วยเค้าไม่ได้มากเท่าไหร่ เลยรู้สึกว่ามีไรให้ช่วยเนี่ยเราเลยช่วยเต็มที่ แต่คนนี้นี่เราไม่ค่อยห่วง แต่กลับอีกคนนี่เราเริ่มรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาตั้งแต่รู้ว่าเค้าจะมาทำด้วย เลยเลือกเรื่องที่ใกล้กับงานเราให้เค้าทำ แต่ดูเค้าเอาง่ายเข้าว่าและรู้สึกใจไม่ค่อยสู้ด้วย
บางทีทำเอาเราหงุดหงิด เหมือนกันนะเนี่ย แต่ยังไงก็สู้กันต่อไป เพราะเราก็ไม่อยากให้คนอื่นๆมองเค้าไม่ดีด้วย
วันนี้พอแค่นี้ดีกว่าไม่รู้จะเขียนไรให้ยืดยาว ว่างๆ จะมา up เรื่องที่ไปสอนพิเศษดีกว่า แอบมีไรฮาเยอะๆเหมือนกัน
และสุดท้ายก็ขอโทษทุกท่านด้วยที่ครั้งนี้ blog ไม่ฮา หุหุหุ เราน่ารักเสมอ March 02 โศกนาฏกรรมของ N ตอน cryostat ที่รักช่วงนี้ ของลงเลย update เยอะหน่อย เบื่อๆ ไม่มีไรทำทำเลยมารายงานเรื่องทั่วๆไปดีกว่า
เรื่องราวของหัวข้อครั้งนี้ หลายคนอาจไม่รู้จักเครื่องมือที่ชื่อว่า cryostat เจ้าเครื่องนี้คือ ตู้เย็นดีดีนี่เอง สามารถตั้งอุณหภูมิได้ ถึง - 30 (หรือมากกว่านั้น) องศา C นอกจากเป็นตู้เย็นแล้ว ยังมีระบบใบมีดอยู่ในนั้นด้วยเพื่อใช้ในการหั่น เนื้อ หั่นผักได้เลยโดยไม่สูญเสียความสดใหม่ของเนื้อ อ๊ะ!! ไม่ใช่แล้ว - -" แต่ก็คล้ายๆกัน เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า หลังจากว่ายน้ำแล้ว เราก็เอาหนูทั้งหมดมาสังหารและเก็บสมองเพื่อที่ใช้ตัดดูส่วนต่างๆ ซึ่งก็ต้องใช้เจ้าเครื่องมือที่ว่านั้นแหละ แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า เครื่อง cryostat ที่โครงการของเราอะ มันไม่ดีเอามากๆ เลยหาที่อื่นซึ่งก็คือกลับไปใช้ที่ภาคนั้นเอง แต่ก็ดันมีเหตุขึ้นมาได้คือ เครื่องที่ภาค 2 เครื่องดันเสียซะอย่างงั้น T-T(ทำบุญแต่ลืมสะเดาะเคราะห์) เลยต้องจำใจทนใช้เครื่องที่โครงการซึ่งก็คือ คุณลุง cryostat ของเรานี่เอง ดังนั้นความวุ่นวายจึงบังเกิดในชีวิตแล้ว เพราะคุณลุงนี้ อุณหภูมิไม่ลงตามที่ตั้งไว้ เช่น เครื่องบอกว่า -16 แต่ความจริงแล้ว มันคือประมาณ -13 (สงสัยหละสิว่า เรารู้ได้ไง) หุหุหุ ก็เคยเปรียบเทียบกับเครื่องที่จุฬา ดังนั้นก็เลยต้องหาวิธีแก้ไขกันมากมาย นอกจากนี้คุณลุงยังเหนื่อยงานด้วย เพราะบางทีก็มีหยดน้ำเกาะในเครื่อง โอ้วววว (ถ้ามีหยดน้ำจะตัดไม่ได้เดี๋ยวเครื่องเสีย) หลายคนเลยบอกให้เราเอาพัดลมมาเป่าด้านหลังคุณลุงไว้ เฮ้อ พอเรื่องนี้แก้ได้ ปรากฏว่า ในขณะที่รออุณหภูมิถึง ที่ยึด blog ดันแข็งขึ้นมากดไม่ได้ทั้งๆที่ควรกดได้ปกติ เฮ้ออออ ก็เลยล้มเลิกการตัดไป 1 วันเพราะหาวิธีแก้ไม่ได้ (ความจริงจะเอาไดร มาเป่าแต่บังเอิญ ไดร์ ไหม้อะเลยใช้ไม่ได้ ต้องไปซื้อมา) วันรุ่งขึ้นแก้ปัญหาที่ยึด blog ได้แล้ว แต่ดันมีปัญหาเรื่อง ฐานใบมีดเกิดน้ำแข็งอีก ครั้งนี้เอาไดร์เป่าไม่ได้เลยงัดขึ้นมาก็พอโอเค แต่แล้วปรากฏว่า section ที่ตัดได้ ไม่เป็นแผ่นสวยงาม โอ๊ยยยยยยยย กรูจะบร้า เลยหงุดหงิดแถบจะเอา เก้าอี้มาทุบคุณลุงทิ้ง แต่เดี๋ยวก่อนถ้าทำอย่างนั้นเราคงได้ซื้อ cryostat ไปนั่งตัดเล่นเองที่บ้านแน่นๆ ก็เลยไม่เอาดีกว่า กว่าจะตัดหมด จิตก็เสียพอดี กลับไปนอนหงุดหงิดต่อที่หอ วันรุ่งขึ้นก็กลับมาตัด แต่พระเจ้า!!!! วันนี้คุณลุงทำตัวดีมากไม่มีปัญหาเลย แล้วในขณะที่ตัด section นั้นเราก็ค้นพบวิธีโบราณแต่ทำให้ section สวยงามคือ ใช้มือเท่านั้น (ตอนที่ทำได้เนี่ยเหมือนค้นพบเคล็ดวิชาเองเรย) เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้เลยตัดได้สงยงามจนชิ้นสุดท้ายทีเดียว แต่พอวันต่อมาครวนี้ยังไม่ได้แต่เปิดคุณลูงทิ้งไว้พบว่าคุณลุงมีเสียงเหมือนขาดใจ เราตกใจเลย มันมีเสียงแบบ หือออ หือออ หือออ เหมือนคนหายใจไม่ออก เลยรู้สึกว่าพักคุณลุงแกหน่อยดีมั๊ย เลยเป็นสาเหตุให้เราต้องหยุดตัดอีก 2 วัน เฮ้อ คุณลุงอย่าเพิ่งเป็นไรไปนะผมยังเหลืออีก 90 กว่าหัวที่ยังไม่ได้ตัดเลย............... February 23 โศกนาฏกรรมของ N ตอนที่ 4 สัตว์ยักษ์ถล่มประตู labหุหุหุ หลังจากที่ไม่ได้มา up ประมาณหมื่นปี ก็มีหลายเรื่องเข้ามามากมาย จนไม่รู้จะ up เรื่องไหนดีนะเนี่ย โอ๊ย!!!! ไม่ up ดีกว่า (อ้าว อารมณ์ ซะงั้น) ไม่ได้ๆ เริ่มโดนว่าจากหลายคนแล้ว ยังไง ก็มาเขียนซะหน่อยแล้วกัน เอาเรื่องแรกก่อนดีกว่า เรื่อง lab เลยละกัน lab เราเนี่ยเป็นการให้หนูดมกลิ่น 3 กลิ่นแล้ว เอามันมาว่ายน้ำ 7 วัน วันละ 4 รอบ แล้วให้มันหาที่ยืนซึ่งลอยวางอยู่ใต้น้ำให้ได้ ถ้าหาเจอเร็วแปลว่ามันเรียนรู้ได้ดีขึ้น ซึ่งเราแบ่งหนูให้ว่ายน้ำเป็น 4 ครั้ง แต่เนื่องจากว่าประเมิณศักยภาพตัวเองผิดไปนิดนึง ครั้งแรกตั้งไว้ซะ 31 ตัว ปรากฏว่าคืนแรก ว่ายไป 15 ตัวก็เช้าเสียแล้ว - -" เครียดไปเลย พอคืนที่ 2 เอาใหม่ ครวานี้เสร็จก่อน 6 โมงเช้าดีใจเลย (เสร็จ ตี 5. 45) แต่พอวันหลังๆ ก็ ok ขึ้น พอครบเจ็ดวันก็ทำการ สังหารซะโดยการ ฆ่าตัดคอ (โอ้ววววววววว ฆาตกรใจโหด) หลายคนอาจจะคิดว่า สงสารหนู ทำไม N ใจร้ายจัง โหดร้าย อำมหิต แต่แบบว่า มองในมุมกลับอะ เราอะเลี้ยงดูมันเหมือนลูกเลยนะ ดูแลดีทุกอย่าง (มั้ง) เล่น(???)กะมัน ทุกวัน แล้วเราก็ต้องลงมือฆ่าเองเราก็เสียใจนะ แต่มันจำเป็น แต่เราไม่สำนึกหรอกนะ ทำหลายครั้งแล้ว หุหุหุ (อ้าว หลายคนคงเกือบสงสารแล้ว แต่มาอ่านถึงตอนเลยตัดสินใจได้ว่าไม่สงสารมันนะดีแล้ว หุหุ) พอset ที่ 2 เนื่องจาก set แรก ทำไปมากมายแล้ว ครั้งนี้เลยทำแค่ 12 ตัว ตอนแรกนึกว่าจะนานปรากฏว่า lot นี้ เป็นหนู mega cleaver ฉลาดสุดๆ 7 วันก็เลยได้กลับไปนอนเร็ว คือเสร็จประมาณ ตี 3 กว่าๆ (เริ่มว่ายประมาณ 4 ทุ่ม) แต่ครั้งนี้เนี่ยวันสุดท้ายมีแขกรับเชิญ กิติมศักดิ์คือ พ่อแม่ของเรานี่เอง มาร่วมชมการทำ lab ครั้งนี้ เลยโกง lab ไม่ได้เลยมีพยานรู้เห็นซะแล้ว อิอิ (ไม่นะๆๆๆๆ เราไม่โกงผล lab) ต่อไป set ที่3 ซึ่งความจริงควรจะเป็น set สุดท้ายของการว่ายน้ำ แต่ปรากฏว่าในขณะที่เลี้ยงหนูอยู่นั้นก็เกิดเหตุการณ์ พิสดารเกิดขึ้น อยู่ดีดี หนูกลุ่มควบคุม (control) ที่เลี้ยงไว้ก็หายไปเป็นจำนวน 50% ของที่เลี้ยงไว้ในกรงนั้น (ดูเหมือนเยอะ แต่ความจริงเลี้ยงไว้สอง หายไปตัวนึง) แต่ก็ทำให้ต้องว่ายน้ำเพิ่มใน set 4 ทั้งๆ ที่กะว่าจะไม่ว่ายแล้ว ตรวจ hormone อย่างเดียว T-T แต่ต้องว่ายจนได้ เอ้าว่ายก็ว่าย จะได้จบสิ้นกันไป ในการทำ lab ของ set ที่ 3 เนี่ยมีเรื่องน่าตื่นต้นตกใจเกิดขึ้นในวันสุดท้ายด้วย ในขณะที่เราจะเดินไปถึงห้องที่เก็บหนูนั้น เราก็พบว่ามีแมงมุมตัวใหญ่มาก เกาะอยู่หน้าทางเข้าออกเลย ตอนนั้นได้แต่นึกโทษโชคชะตาอยู่ในใจว่า "ทำไมมันไม่มาพรุ่งนี้ วันสุดท้ายแล้วเชียวมาพรุ่งนี้ก็ไม่ได้นะแก ต้องมาเอาวันนี้ด้วย" ในขณะที่นึกอยู่นั้นเราก็คิดว่าทำไงดี ตอนนั้นเอง มันเคลื่อนที่แล้ว เร็วมาก โอ้วววว!!! ใกล้ประตูเข้าไปอีก ทำไงดีทำไงดี นึกได้แล้วๆ ต้องตามกำลังเสริมซะแล้ว โทรหาเพื่อนทันที
N: แก แย่แล้วอยู่ไหนเนี่ย เราต้องการความช่วยเหลืออย่างหนัก
O: อยู่บ้านหนะ กลับพรุ่งนี้กลางวัน
N: แย่แล้ว ๆ มีแมงมุมตัวใหญ่มากอยู่เราต้องการกำลังเสริมอะ
O: ลองโทรไปหา Ng ดูสิน่าจะอยูนะ
N: ขอบคุณ มากนะ
แล้วก็โทรหา Ng พบว่า ไม่อยู่บ้านเหมือนกัน (โอ้ววววว เราช่างโชคร้ายมากมาย ต้องสะเดาะเคราห์แล้ว)
เลยโทรไปหา น้อง M ปรากฏว่า น้อง M มีธุระ แต่ออกมาได้ แต่เราก็ไม่อยากกวนเพราะฉะนั้น เลยบอกว่าไม่เป็นไร เลยโทรหา E และแล้ว เหมือนพระมาโปรด E ว่างอยู่ เลยมาหาเราได้ ดีใจอย่างแรงมากเหมือนถูกล๊อตตารี่รางวัลที่1เลย ในที่สุดก็ได้กำลังเสริมแว้ววว รอไม่นานกำลังเสริมก็มาถึงแต่ไม่มีอาวุธครบมือ เพราะมาหาเอาในนี้แทน ในที่สุดปฏิบัติการไล่แมงมุมก็สำเร็จโดยเราไปแอบอยู่อีกห้องเลย เค้าวิ่งไล่จับแล้วเอาออกไปปล่อยข้างนอกได้ เราจึงกลับมาทำ lab ได้อย่างเป็นปกติสุขอีกครั้ง
แล้ว lab ก็เสร็จสิ้น สังหารหนูลุล่วงไปด้วย ยังไงก็ขอให้set สุดท้ายไม่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นอีกละกัน
สวัสดี
October 10 คนแปลกหน้าที่สำคัญยิ่ง I Episode G การพบกันของ G กับ เรา วันนี้นึกเปลี่ยวใจยังไงก็ไม่รู้ หลังจากได้อ่านเรื่องๆหนึ่งทำให้กลับมานึกย้อนถึงการกระทำที่ตัวเองเคยทำในอดีตและเมื่อนึกถึงตังเองขึ้นมาก็เลยมีใครอีกหลายคนที่โผล่ออกมาในความทรงจำของเราด้วย เป็นคนคนหนึ่งที่ไม่ใช่พี่น้อง คนที่ไม่ใช่คนในครอบครับ แต่เป็นคนที่มีความสำคัญต่อเรามากมาย เค้าเป็นใครก็ไม่รู้ บางคนครั้งแรกที่เจอกัน เราไม่ชอบหน้าเค้าด้วยซ้ำ แต่ทำไมตอนนี้ถึงสนิทกันมากมายและกลายเป็น คนแปลกหน้าที่สำคัญยิ่ง (เป็นคำที่ขอยืมมาเพราะเคยได้ยินแล้วชอบ เลยยืมมาใช้ หุหุ) หรือ คนสนิท สำหรับเรานั้นเอง ในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมาของชีวิต คนที่เรารู้สึกสนิทด้วยนั้นมีหลายคนมากมาย มีทั้ง เพื่อนสนิท พี่ที่สนิท น้องที่สนิท แต่ครั้งนี้ที่เราจะเขียนถึงก็คือ "เพื่อนสนิท" ของเราคนหนึ่งนั้นเอง
ในชีวิตที่ผ่านมีเพื่อนเพียงไม่กี่คนที่เราคิดว่าเรามองเค้าก็รู้ว่าเค้าคิดอะไร หรือในอารมณ์นี้เราควรทำอย่างไรกับเค้า หรือเวลาอยู่กับคนคนนี้ เราเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ไม่ต้องกังวลว่าเราจะทำให้เค้าไม่พอใจหรือเปล่า (อ้าว หุหุ แอบเลว) เพราะรู้ว่ายังไงเค้าก็เข้าใจเราได้อยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านคนที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ได้ มีแค่ 2 คนเท่านั้นเอง หนึ่งในนั้นก็คือ G นั้นเอง ในตอนแรกที่ได้รู้จัก ตา G นั้น G ยังเป็นเด็กรุ่นน้องในภาคคนหนึ่ง แล้วความคิดของเราที่มีต่อ G คือ "เป็นน้องที่เค้าไปคุยด้วยยากนะเนี่ย ไม่น่าคบเลย" ซึ่งต่อจากนั้นก็พยายามเลี่ยงๆ ไม่ค่อยเจอเท่าไหร่เพราะตอนนั้น มีพฤติกรรมของเพื่อนภาคบางคนที่กำลังรับไม่ได้เท่าไหร่อยู่ แต่ก็ทำได้ยากเพราะเรามาเช้า G ก็ดันมาเช้าด้วยอีก ไปๆมาๆ กลายเป็นเจอทุกวันไปซะงั้น (เฮ้อ!!! แย่เลย) แล้วในช่วงแรกๆ นั้นเองก็เลยยิ่งรู้สึกว่า น้องคนนี้ แม่ง บ้าพลังหวะ เหมือนกันกับสายมันมากไปป่าว เลยแอบคิดต่อไปว่า (แก อย่าโกรธชั้นนะ ตอนนั้นชั้นคิดอย่างนี้จริงๆ) หน้าตาก็ไม่ค่อยดี ดำ แล้วยังบ้าพลังอีกเหรอเนี่ย โห ไม่ยุ่งดีกว่ากรู (แค่คิดเท่านั้นเอง) และแล้วกระแสของน้องที่เข้าใหม่ในภาคก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่รุ่นพี่เพราะสาเหตุที่ว่า รู้สึกว่ารุ่นนี้ที่เข้ามาดีกว่ารุ่นที่แล้วและมีแววว่าจะทำงานภาคได้ดีนั้นเอง (อันนี้มีทุกปี) ก็พูดว่า น้องคนนี้ท่าทาง ... ว่ะ น้องนี้นี่ ... มากเลย น้องคนนี้ดูไม่ค่อยตอบสนองต่อสิ่งเร้านะ (หุหุ อันนี้ก็แอบเปลี่ยนข้อมูลนิดนึง) และก็ "น้อง G เนี่ย ชั้นว่า เค้าเหมือนสายเค้าเลยนะ " P กล่าว อีก P ก็ตอบว่า "จริงด้วยแก ชั้นเห็นด้วย " "แกดูเวลาดีใจสิ เหมือนมาก" N พูด "โห เห็นด้วย" T,D,N,K,F,B และ P เห็นด้วยเป็นความเห็นเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดนี่คือภาพที่ เห็นตั้งแต่ตอนที่ได้เจอคนนี้แรก ทำให้ไม่รู้สึกประทับใจเท่าที่ควร แล้วเราเปลี่ยนความคิดที่มีต่อ G ตอนไหนเนี่ย เป็นความคิดที่เคยถามตัวเองบ่อยครั้งว่าทำไมนะ ไม่น่าเชื่อว่าภาพที่เป็น กับตัวตนที่แท้จริงเนี่ยมันต่างกันอยู่เล็กน้อย
จุดเปลี่ยนแปลงของเรื่องราวทั้งหมดจากคนที่ไม่เคยคิดว่าจะ สนิท กับด้วยซ้ำ ก็อยู่ตรงที่ G มาเช้าเลยเจอกันในห้องภาคบ่อย แล้วพอตั้งแต่ปี 2 มาเราก็เริ่มหาเพื่อนกินข้าวเช้าไม่ได้ แต่ตอน summer ปี 2 ก็ได้รู้จักคนอีกคนที่เกิดวันเดียวกันเดือนเดียวกันและปีเดียวกัน มาเช้าเหมือนกัน เลยกินข้าวด้วยกันตอนเช้านั้นเอง ซึ่งปกติแล้วเราเองก็จะแวะลงไปเอาของไปเก็บในภาคก่อนแล้วไปกินข้าวด้วยแต่ก็ยังไม่สนใจ G เหมือนเดิม จนกระทั่งไปเจอที่โรงอาหารเลยรู้ว่า อ้าวนอกจากนอนแล้วแกก็ยังมากินข้าว ตอนเช้าด้วยนะเนี่ย ซึ่งช่วงนี้เองก็เริ่มคุยกับ G มากขึ้น (เพราะตอนที่เรารอขึ้นเรียนปีเรายังไม่มีใครมา แล้วในห้องภาคก็ไม่มีใคร น้องอีกคนที่ลงมาตอน 7.30 เนี่ย ก็คุยด้วยยากจัง เหมือนไม่อยากคุย/ยังไม่ตื่นเลย) ก็เลยเริ่มได้รู้แนวคิด ว่าบางเรื่องเนี่ยวิธีการคิดเหมือนกันกับเราเลย และรู้สึกว่าที่สิ่งต่างๆ แสดงออกมานั้น หรือการเล่นมุขแปลกๆ ที่คนอื่นๆว่ากันเนี่ยเราว่าเป็นการทำให้คนอื่นๆ สนุกไม่เบื่อ (ไม่เบื่อ ตรงที่ไว้ด่าเวลาตอนมุขมันแป๊ก นั้นเอง) ซึ่งในตอนนั้นเราก็เริ่มสนิทกับรุ่นนี้พอควรและเริ่มเห็นอะไรบางอย่างมากขึ้น ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าทำไมไม่มีใครสนใจฟังความเห็นของคนนี้เลยหละ เพราะความเห็นแต่ละอย่างก็ดีนะ ซึ่งบางอย่างชั้นก็ว่ามันก็ ok เมื่อได้ฟังความคิดคนนี้มากขึ้นเราเลยเริ่มเปลี่ยนทัศนะคติที่มี แล้วเริ่มเข้าไปทำความรู้จักมากขึ้น และหลายอย่างเมื่อมองดูพบว่าทำไมหลายอย่างรู้สึกคล้ายแต่แตกต่างกันด้วย หลังจากนั้น G ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิต จนกระทั่ง n เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่ามีเรื่องของ n เข้ามาด้วย เลยรู้สึกว่าบางทีแล้วจับสองคนนี้มาสนิทกับก็ดีเหมือนกันนะ (ซึ่งเราจะไม่บอกว่า 2 คนนี้ สนิทกันได้เพราะเรา เพราะยังไงก็ต้องมีความพึ่งพอใจ และเปิดรับอีกฝ่ายเองอยู่แล้ว แต่ก็แอบดีใจที่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ หุหุ) ซึ่งช่วงนี้เลยยิ่งทำให้เราสนิทกับ G มากขึ้นไปอีก (แล้วก็มารู้ด้วยว่า G เกิดก่อนเรา 1 วัน หุหุ แต่คนละปีกัน) ในช่วงนี้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย แล้วก็ทำให้เรารู้ว่าความชอบในบรรยากาศ สภาพแวดล้อมของ G เหมือนๆกับเรา และที่สำคัญที่หลายคนอาจไม่รู้ คือ G เป็นคนที่ใจดีมาก (ถึงแม้เจ้าตัวจะพูดว่า ตัวเองเป็นคนโหดร้ายก็ตาม) เพราะมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเป็นเรื่องที่ เพื่อนเดือดร้อนแล้วหละก็ G จะมีเวลาให้กับคน เพื่อนคนนั้นเสมอ ซึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้เรายืนยันเรื่องนี้ได้และประทับใจมากก็คือ เรื่องที่ J อาการไม่ดีแล้วโทรหา ทันทีที่บอก G ก็รีบไปหา J ด้วยกันทันทีและมีท่าทีเป็นห่วงมากมายและก็อยู่จนกระทั่ง J ดีขึ้นแล้วจึงกลับ (ถ้าจำไม่ผิดเนี่ยช่วงนั้นใกล้สอบด้วยนะ) หรือ เรื่องที่เราท้อใจจากใครบางคนแล้ว G ก็นั่งทนฟังเราบ่นเล่าสาระพัดเรื่องซึ่งก็เป็นเรื่องเดิมทุกที (แกเป็นหนึ่งในเพื่อนไม่กี่คนที่ชั้นร้องไห้ให้เห็นได้อย่างสบายใจ) แล้วเราก็บอกว่าเราจะเปลี่ยนแต่ก็ไม่เคยได้สักทีแล้วก็กลับมาบ่นแบบเดิมทุกที ซึ่งบางทีทั้งเราและ G ก็รู้ว่ามาพูดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น หรือแม้แต่ G ก็คงรู้ว่าสาเหตุและวิธีแก้เนี่ยเราก็รู้เองอยู่แล้ว แต่ก็ยังมาเล่ามาบ่นให้โดนด่าอยู่อีก ซึ่งเราจะบอกว่าความจริงแล้วด้วยความที่เรารู้สึกว่า เราสนิทกับคนที่อายุน้อยกว่า เราจะรู้สึกเสมอว่าบางทีต้องทำตัวให้ดูเป็นผู้ใหญ่หน่อย แต่ในบางครั้งเราก็อยากจะหาคนที่จะมาด่าเราได้อย่างจริงใจ ซึ่งเรารู้สึกว่าเราชอบที่จะให้ G มาด่า แล้วเราจะสบายใจขึ้นนั้นเอง (โรคจิตแน่ๆ เรยชั้นเนี่ย) จากตรงนี้เลยทำให้รู้สึกว่าจริงๆแล้วเนี่ย แก (G) ไม่ใช่รุ่นน้องชั้นไม่ใช่น้องแต่เป็นเพื่อนชั้นนั้นเอง และตอนที่เราเรียนต่อโทเนี่ย บางทีเราจะแอบรอวันศุกร์ที่จะได้กลับไปนั่งทอดหุยให้อาหารปลา เพื่อที่จะคุยกับ G หลายๆ (ถึงแม้บางทีจุดประสงค์หลัดอาจไม่ใช่ G สักเท่าไหร่ หุหุ
การ upblog ครั้งนี้อาจจะยาวมากไปจนไม่น่าอาจสำหรับหลายๆ คน แต่บอกแล้วว่าเป็นอารมณ์เปลี่ยวที่ดันอยากเขียนถึงเพื่อนรักของชั้นคนนี้ เขียนการพัฒนาของความรู้สึก จากแรกเริ่มที่คิดว่าไม่น่าคบ จนกลายมาเป็น คนสนิทที่สำคัญยิ่งได้ หุหุ อย่างน้อยถ้าวันไหนลืมเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาเนื่องจากเวลาผ่านไป อย่างน้อย ใน blog ก็เป็นคลังแห่งความทรงจำที่ดีได้แห่งหนึ่ง และก็เป็นที่ระลึกว่าในชีวิตหนึ่งเรามีโอกาสที่จะได้เจอคนแบบนี้กี่ครั้งกัน สำหรับเราแล้วถือว่าชาตืที่แล้วคงทำบุญมาดี ถึงได้เจอคนดีดีมากมาย และก็โชคดีมากที่ชาตินี้ชั้นได้เกิดมาเป็นเพื่อนกับแก กั๊ม....
สุดท้ายนี้ไว้ครั้งต่อๆไปจะเขียนถึงเพื่อน / รุ่นน้อง
อีกหลายๆคนที่มีความสำคัญกับเราคนต่อไปนะ รักทุกคนนะ (แต่ไม่เท่ากัน) จุ๊บจุ๊บ
หุ หุ September 20 สอบ proposal ผ่านซะทีในที่สุดก็ผ่านพ้นไปได้แล้วกับความยากลำบากอันยาวนาน การสอบ proposal ของเรา เหนื่อยมากนั่งทำรูปเล่มกว่าจะเสร็จก็ตั้ง 2 อาทิตย์แหนะ แต่เพิ่งมารู้วิธีการเขียนเนี่ยก็แค่อาทิตย์กว่าๆ เรามัวแต่นั่งอ่านทุกอันแล้วสรุปใหม่เลยโดนว่าไปว่า จะเขียนหนังสือใหม่เหรอ เพราะที่จริงแล้วต้องใช้การ cop แปะ ฟังแล้วเหมือนตัดอันนั้นอันนี้มาใส่เลยเนอะ แต่ไม่ใช่ cop แปะในที่นี้เนี่ยคือ เราต้องมี paper เรื่องที่จะใช้ หรือหัวข้ออที่จะเอามาทำเนี่ย ประมาณ 5 อันขึ้นไป หลังจากนั้นอ่นแล้ว ทำการ paraphase ซะ ซึ่งง่ายกว่าที่เราเอามาเขียนใหม่เองเยอะเลยอะ แอบสนุกด้วยตอนอ่าน หลังจากทำเสร็จได้ แล้วก็ส่งให้พี่ๆ ที่ NBBC ช่วยอ่าน + แก้ gramma ซึ่งก็ได้ผลดีเพราะบอกว่าผิดแบบไม่น่าเกลียดมากเท่าไหร่ แต่เรารู้สึกว่าเราเองยังเขียนไม่ค่อยรู้เรื่องเลยอะ ต้องเรียนเพิ่มซะแล้วจะได้เขียน thesis ให้ Hi-so ขึ้น พอทำเล่มเสร็จก็เหลืออีก 4 วัน จะสอบ proposal (สอบวันที่ 7 กย.) รีบเอาเค้าไปให้ อ.ประคอง แทบแย่เพราะตอนแรกบอกว่าจะเอาให้ก่อน 31 สค. แต่มันไม่ทันจริงๆ หนิน่า ขอโทษอีกทีแล้วกันนะครับ หลังจากนั้นก็กลับมาทำ power point เตรียม present กว่าจะเสร็จก็พอดีเลยวันพุธ เลยไม่ได้ซ้อมเท่าไหร่เลย แย่มากๆ ตอนพูดก็พูดสดเลยเราว่าเราพูดไม่ค่อยรู้เรื่องอะ แต่คนฟังบอกว่าก็ ok นะ แต่ยังไงเราก็ยังไม่ค่อยพอใจในตัวเองอยู่ดีนั้นแหละ แต่ก็เอาเถอะกว่าจะผ่านมาได้ ตอนตอบคำถามก็ตอบได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ครั้งนี้ ok กว่าตอนสัมมนามากเลย แถมได้กำลังเสริมจากด้านหลังด้วยยิ่ง ok ไปใหญ่ แล้วอาจารย์ก็ช่วยใบ้เต้มที่เลย แต่มี comment จาก commitee ว่า lab เนี่ยเยอะมากไปมั๊ย ลดดีมั๊ย แล้ว possible pathway จะเป็นยังไง ก็เลยต้องมีการแก้ไข้ method อีกหน่อย ซึ่งก็แก้อยู่และ ก็จะเริ่ม lab ที่เหลืออีกรอบใหญ่ เฮ้อ สู้สู้ จะรีบทำให้เสร็จภายใน มค. ให้ได้เลย จะได้จบซะที เริ่มเบื่อแล้วการค้างคาเนี่ย และตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาเหมาะด้วยที่จะทำ lab เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอม ไม่ต้องมีติวให้ใครด้วย (แต่อาจจะต้องติวให้น้องของน้องวิน แต่ไม่เป็นไร) ช่วงนี้ชีวิตมีความสุขดี เรื่อยๆ กับชีวิต แต่บางทีก็แอบคิดถึงน้องโอ๊ต นะเนี่ย ไม่ค่อยได้คุยด้วยเลย แล้วก็ 1 ปุ๊ย ชั้นก็คิดถึงพวกแกนะ อ้อ พี่ณัฐ ด้วย (ความจริงยังไม่ค่อยคิดถึงเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวน้อยใจใส่ไว้ซะหน่อย อือื) แล้วก็น้องๆ ที่ใกล้สอบเนี่ยก็โชคดีในการสอบนะทุกท่าน ไว้ว่างๆ จะมา up อีกที คราวนี้ทิ้งไว้นานมากเลย หุหุ บะบาย
ปล. อยากไปเที่ยวทะเล หรือ ภูเขา จัง เลยอะ มีใครช่วยชวนเราหน่อยสิ แต่เอาแบบไม่นานสัก 2-3 วันก็ ok นะ จะได้รีบมาทำ lab (Gump แกพาชั้นไปหน่อยสิ หุหุ เช้า-เย็น ก็ได้) เริ่มเบื่อ ๆ ชีวิตในเมืองอะ June 26 ประกาศผลสอบแล้ว กับ งานถ่ายภาพหมู่ของน้องๆ หุหุ ในที่สุดก็ประกาศผลสอบทุนกระทรวงวิทย์ ซะที แล้วผลก็เป็นไปตามที่คาดไว้ก็คือ.... ไม่ได้นั้นเอง เพราะบอกแล้วว่าไปสอบแบบ ขำขำ และ ข้อสอบก็มีเลขมากมาย ทิ้งไปเลย 3 part นั้น (ประมาณ 30 คะแนนได้มั้ง) แล้วภาษาอังกฤษ ก็ทำไม่ทัน เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้ แต่ทั้งๆที่ไม่คาดหวังผลตั้งแต่สอบเสร็จแล้วอะนะ แต่วันประกาศผลเนี่ย ตื่นเต้นมากมายเพราะ web ที่เราใช้เข้าไปดูปกติเนี่ยมันเข้าไม่ได้เลยตื่นเต้นแบบว่าอยากรู้ให้มันแล้วใจไปเท่านั้นเอง (ทำเอาตอนสอนพิเศษเคมีน้อง ไม่มีสมาธิสอนเอาซะเลย) แต่พอรู้แล้วก็เฉยๆละ เลยแจ้งข่าวมาให้ทุกท่านได้ทราบเท่านั้นเอง (บางท่านอาจจะแอบดีใจ จะได้มีคนอยู่ติว biochem ปีหน้าให้ หุหุหุ)
อีกเรื่องก็คือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (25 มิ.ย. 2549) เรามาช่วยถ่านรูปรับปริญญาให้น้องเนยของเรานั้นเอง เพิ่งรู้ว่าการเป็น ตากล้องเนี่ยมันเหนื่อยมากมาย (แอบรู้สึกผิดกะน้องตากล้องที่มาถ่ายให้เราจัง) เดินเยอะแยะ แล้วก็ร้อนด้วย แถมถ่ายๆอยู่ฝนก็ตกลงมาอีก โอ้วแย่เรยแต่ก็ ok เพราะตกแป๊บเดียวพอน้องๆ ชุดเลอะกันเท่านั้นเอง (- -") ถ่ายแค่ครึ่งวันเช้า bat. กล้องถ่านรูปเราก็หมดซะแล้ว พอดีกับเนยต้องขึ้น stand ไปถ่านรูปหมู่พอดีเลยเอาไปชาร์ตในภาค พบว่าอาจารย์เปิดห้อง 100 ให้ผู้ปกครองน้องๆ ที่มาได้นั่งพักผ่อนด้วย ขอขอบคุณ อาจารย์ชัชวาล ด้วยครับ เราเลยได้ผลพลอยได้ไปด้วยเลย เอาผู้ปกครองเราเข้ามานั่งคอยในห้อง 100 ได้ด้วย แต่พอเข้ามาก็พบว่า ในห้องเปิด ซาทูร่า ให้ดูแต่ไม่มีเสียง เลยจัดการช่วยแก้ปัญหากะบุ ในที่สุดเลยยืมเอาลำโพงห้องอาจารย์ วิเชฏฐ์ มาให้เปิดให้ผู้ปกครองฟังเสียงไปก่อน ซึ่งก็ได้ยินชัดเจน แล้วบุ เลยเกิด idea กระฉูดขึ้นมาว่าเปิด VTR บายเนียร์ ให้ผู้ปกครองดูดีกว่า เราก็เพิ่งได้ดู รู้สึกว่าปีนี้ น้องทำได้ดีมากเลยอะ ประทับใจอย่างแรง สวยมากๆ หลังจากดูกันเสร็จน้องก็ถ่ายรูปเสร็จพอดี เราก็เลยฝากห้องให้ตาบุดูต่อ ส่วนเราก็กลับไปถ่ายรูปเหมือนเดิม รูปเนยเนี่ยมีแต่เพื่อนซ้ำๆอะ แต่ถ่ายเยอะ ไม่เหมือนปีเราอะ รูปเยอะเหมือนกันแต่ถ่ายกับหลายคนมากมาย ตอนเย็นก่อนกลับเจอ น้องจอย น้องเอก น้องบัน น้องนุ่นไปกินข้าวที่สยามกัน แต่ไม่ได้ไปด้วยเพราะต้องกลับไปกินที่บ้าน แล้วก็เลยให้แม่ช่วยอุตหนุน น้ำที่ซุ่มตานนทร์ขายอยู่ เลยโดนมันแซวเรื่อง สรรพนามแทนตัวเองของเรากับแม่ อิจฉาใช่มั๊ยหละ เราเรียกตัวเองน่ารักแบบนั้น หุหุ แล้วจะ load รูปที่ถ่ายกับน้องๆ ในภาคมาให้ดูแล้วกัน หุหุหุ โชคทุกท่าน
ปล. ขี้เกียจเขียนเป็น series แล้ว เขียนแบบเดิมดีกว่า หุหุ June 20 โศกนาฏกรรมของ N ตอนที่3 N กับรับน้องภาค เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปงานรับน้องภาคชีววิทยา 49 มา ปีนี้น้องมากันเยอะดี เกือบครึ่งของน้องทั้งหมดที่เข้าภาควิชามา (31 คนมั้งถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง) สถานที่ที่ไปคราวนี้ก็ไปที่ สินสยาม ที่จังหวัดระยอง โดยภาพรวมของงานแล้วเนี่ยจัดได้ ok มากๆเลยนะ ต้องยืมคำพูดของตากั๊มว่า ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก การเดินทางก็ไปด้วยรถบัสแอร์ธรรมชาติ 1 คัน ออกเดินทางตามกำหนดการคือเช้าวันเสาร์ เวลา 6 นาฬิกา ซึ่งเรื่องราวต่างๆในการไปครั้งนี้ก็มีดังนี้
วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2549
วันนี้ออกเดินทางจากหอสายไปนิดนึง เนี่องจากเพลอเพลินกับการแปลผล lab อยู่ซึ่งจะใช้ในการ present งานวันอังคารนี้ เดินทางมาถึงที่ภาคชีววิทยาประมาณ 6.05 น. พอจอดรถเสร็จ ก็เจอน้องเอกคนแรก น้องเอกก็ได้ถามว่า
น้องเอก : พี่ๆ น้อง เค้านัดกี่โมง 6.00 น. ป่าว
N : ช่ายนะ เห็นน้องเค้าบอกมาอย่างงี้อะ ว่าแต่เจอใครบ้างยัง
น้องเอก : ยังไม่เห็นมีใครเลย น้องเค้าไปกันแล้วป่าว
N : ไม่มีทางเลยแก ชั้นไม่เชื่อหรอกว่าจะไปกันแล้ว เดี๋ยวลงไปดูห้องภาคกันดีกว่า
จากนั้น ก็เดินลงไปห้องภาค ก็เจอพี่ณัฐ พร้อมกับกองขนม + ของใช้มากมายคาดว่าเป็นของที่น้องจะใช้ในการไปครั้งนี้ หลังจากนั้นก็ได้ชวนพี่ณัฐขึ้นไปดูสถานการณ์ข้างบน พอขึ้นมาก็พบว่า ตี๋ เดินทางมาถึงแล้ว และปี4 รุ่นน้องเอก ก็มากันมากมายแล้วที่เดียว หลังจากนั้นเวลาประมาณ เกือบ 6.30 น. ก็ได้พบกับน้อง ปี 3 คนแรกทำให้ใจชื้นว่า ok ไม่ตกรถแน่นอน น้องคนแรกที่มาคือน้องเน จากการคุยไปคุยมาก็พบว่าน้องๆ ที่เหลือเนี่ยไปอยู่ที่หอเพิ่อรอยกข้าวกล่องอยู่ ซึ่งหลังจากคุยกันอยู่ไม่นาน น้องก็เริ่มมากันทีละคน เริ่มจาก น้องนุ่น กับ น้องเกด แล้วพี่กั๊ม กะน้องจอยปี 3 ก็มาพร้อมกัน หลังจากนั้น ประมาณ 6.45 น. น้องออน ที่เป็นคนนัดเวลากับทุกชีวิตในภาค bio ว่าให้มาเวลา 6.00 น. ก็ได้มาถึง เลยถูกรุมเล็กน้อย หุหุ ประมาณ 7 โมง รถก็มาถึงทุกคนก็ขนของขึ้นรถ พร้อมออกเดินทาง น้องกุ้ง + น้องจอย เริ่มตรวจสอบจำนวนน้องที่ลงชื่อไป กับ น้องที่มาจริงก็พบความจริงบางอย่าง คือ น้องชานม (ชานนทร์) ยังไม่มา เพื่อนๆเลยกระหน่ำโทรตาม แต่ปรากฎว่าเป็ฯการโทรไปฟัง calling melody จนครบจำนวนเพลงที่น้องชานม ตั้งไว้แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเจ้าของโทรศัพท์แต่อย่างใด พี่ออนเลยพาน้องที่เหลือ + พี่ๆ ผู้ร่วมขบวนการ ไปทำการไหว้พระรูป กันก่อน ในช่วงนี้เราเลยโทรตามเอง จนในที่สุด น้องนนทร์ก็รับโทรศัพท์ซะที เฮ้อ ทำให้ได้รู้ว่าเพิ่งตื่นในนาทีนี้เองและจะรีบอาบน้ำ - -" หลังจากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที น้องนนทร์ ก็เดินทางมาถึงพร้อมกับเสียงเซ็งแซ่ ของสิ่งมีชีวิตในภาคที่เหลือ จึงได้ออกเดินทางจากภาคกันก็ประมาณ 8.00 น. ตามที่ได้ทำนายกับน้องเอกไว้ตั้งแต่ตอนเช้า (แหม ทำนายแม่นตั้งแต่ก่อนดูไพ่เชียว) ในช่วงการเดินทางก็ไม่มีอะไรมากมายมีกิจกรรมทั่วๆไป แนะนำตัวพี่+น้อง แต่ปีนี้เพิ่มช่วง talk show กับน้องของพี่นุ่น เนื่องจาก น้องจอยกลัวน้องเหงา และ น้องๆ ก็ดูไม่ค่อยอยากเล่นต่อเพลงกันเท่าไหร่ ไม่เป็นไร พี่เลยพูดตลอดทาง ให้น้องๆฟังๆ กันแบบขำขำ มั้งไม่ขำมั้ง และก็ได้มีการเล่น buddy กันเกิดขึ้น ปีนี้เราจับได้น้องปี 2 ด้วยหละ ลงปั๊มแรกก็ซื้อของ take เลยก็ไม่มีไรมากมายขนมธรรมดา ตอนกลับขึ้นมาบนรถอีกทีคอนนี้ สถานการณ์การ take buddy เริ่มอย่างมากมาย แต่ที่แบบพูดไม่ออกเนี่ยคือ เราเองที่เป็นคนยืนพูดมีแต่น้องส่งขนมมาให้ตลอดเลย ก็ขอขอบคุณน้องๆมาก แต่แบบว่า... เห็นพี่เป็นไรเนี่ย (แอบสงสัยว่าน้องอาจไม่อยากให้ปากว่าง มากวนเวลานอนอันมีค่าของน้องก็ได้) ซึ่งก็ชวนน้องที่ตื่นอยู่คุยหลายเรื่องมากมาย ก็ยังไม่ถึงซะที จนกระทั่ง ต้องสอนดูลายมือกัน พอสอนจบหมดก็แค่เกือบถึงเท่านั้นเอง แย่แล้วไม่รู้จะทำไรต่อดี ก็เลยชวนคุยชี้ชวนน้องๆ ให้ดูข้างทางจนมาถึงที่พัก ก็เริ่มแบ่งห้องกันพบว่าห้องที่เราพักเนี่ยอยู่ใกล้จากห้องน้องๆ มากแบบคนละมุมเลยทีเดียว โฮ้วว เมื่อเก็บของเสร็จเรียบร้อยก็ได้ ฤกษ์เริ่มกิจกรรมตอนบ่าย น้องบอกว่าขอฐานพี่ๆ 1 ฐานนะ ซึ่งคราวนี้ก็เอาของเก่ามาเล่นอีกจนได้เนื่องจากคนอื่นๆ คิดอะไรไม่ออกกัน ดังนั้นเกมส์นางแน่งน้อยจึงโดนหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง เล่นเกมส์ไปก็ไปช่วยน้องสันอีกฐานนึงไปด้วย พอเล่นเกมส์เสร็จก็มีกิจกรรมสันฯ รวม โอ้ แม่เจ้า เมื่อคืนก่อนไปน้องจอยบอกว่าให้ช่วยนำสันให้ แต่แบบว่าพบว่ามือกลองกับเราเนี่ยเข้ากันไม่ได้ในตอนแรก พร้อมๆกับลำดับเพลงของแต่ละคนจากแต่ละบ้านก็ไม่เหมือนกัน ทำให้เป็นการนำสันที่แย่ทีสุดของชีวิตการเป็นแกนสันเลยนะเนี่ย T-T เศร้าใจอย่างมาก กิจกรรมสันก็ผ่านพ้นไปอย่างไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จบจากอันนี้แล้วก็ปล่อยน้องให้ไปเล่นน้ำทะเล โดยมีการฝากฝั่งของปี 3-4 ว่าฝาก พี่ๆ ดูแลน้องด้วยนะ เดี๋ยวน้องๆ ปี3-4 จะตามไปเล่นทะเลทีหลัง ก็ตอบ ok ไป ถึงเวลาปล่อยพะยูนลงทะเลแล้ว หุหุ ชอบใจมากมายได้เล่นนำทะเลเนี่ย หลังจากขึ้นจากทะเลก็ไปต่อกันที่สระว่ายน้ำ ตอนแรกกะว่าจะลงไปล้างตัวเฉยๆ เล่นกันไม่นาน แต่ปรากฏว่าได้มีกิจกรรมใหม่เกิดขึ้นคือการเล่น แชร์บอลน้ำ หุหุ สนุกสนานมากมายเลยทีเดียว แบ่งเป็น 2 ทีม คือ ทีมพี่แก่มาก กับ ทีมน้อง โดย สมาชิกทีมพี่มีดังนี้ 1.เราเอง 2.กั๊ม 3.โจ้ 4.ตี๋ 5.เอก โดยเราทำหน้าที่เป็นโกลถือตะกร้า ส่วนทีมน้องทีจำได้ก็มี 1. น้องนุ (น้องที่มีพละกำลังมากมายตอนหลังมาอยู่หน้าเรา และทำการยิงข้ามฝั่งไปลงโกลตลอดเวลาเก่งโคตร) 2. น้องเจ (น้องคนนี้ block เก่งมากมายอะ) 3. น้องอาร์ม 4. น้อง golf และ 5. น้องชานม (ซึ่งเป็นโกลบ้าง เป็นผู้เล่นบ้าง แต่เป็นโกลที่รับลูกไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่นะ หุหุ) เล่นกับแบบติดลมมาก สนุกมากมายทีเดียว จากนั้นเล่นจนพี่ณัฐลงมาตามเพราะหายกันไปนานมาก เลยได้เวลาที่เราจะขึ้นไปอาบน้ำก่อนเนื่องจากกลัวว่าต้องไปแย่งห้องอาบน้ำ ในขณะที่คอยคนอื่นๆ อาบน้ำอยู่ก็เลยลองใช้ รูนของตัวเองลองทำนายให้พี่ณัฐก่อนเป็นคนแรกพบว่าคำตอบที่ได้ออกมาก็ ok ตรงแต่อาจไม่ตรงใจพี่ณัฐเท่าที่ควร เสร็จแล้วก็เตรียมของลงมากิน + กิจกรรมตอนกลางคืน การแสดงปีนี้สนุกดี ok มากเลย น้องๆ เต้นกันน่ารักดีนะ ถึงดูไปดูมาจะแอบรู้ว่าสดแน่ๆ ปี 3 ก็เลียนแบบ ครูอ้วนได้ใจมากชอบบอะ ปี4 ก็ หุหุ ระวังนะเนี่ยเอาสิ่งมหัศจรรย์ของภาคมาเล่นแบบนี้ แต่ตลกดี แล้วก็เข้าสู่กระบวนการบายศรีตอนกลางคืน เสร็จเกือบ ห้าทุ่มครึ่ง แล้วก็ถึงเวลาทำงานของเรา หุหุ นั้นคือการดูดวงนั้นเอง ปีนี้มีคิวยาวประมาณ 10 คิวได้ (ตั้งใจว่าจะดูให้หมดเพราะไม่อยากมีติดค้างเหมือนครั้งก่อนๆที่ผ่านมา) เริ่มจาก น้องเน พี่กั๊ม พี่ณัฐ น้องนนทร์ น้องเล็ก น้องขวัญ น้องเตย (ตอนดู รูน ให้ อันนี้แบบแม่นจนน้องเตยเกือบร้องไห้เลย) น้องกุ้ง น้องออน น้องจอย น้องแอ๊ะ น้องแบงค์ น้องชมพู่ และสุดท้ายกลับมาที่ ตาชานม อีกครั้ง (คือแบบตาชานมเนี่ยดูซะคุ้มเลยถามมันทุกเรื่อง) (และดีใจกะโจ้ด้วยอาจมีตัวแทนแล้วหละ) พอดูเสร็จก็ประมาณ ตีสามกว่าๆ คุยกะน้องนนทร์ต่อ
Non : เดี๋ยวขอเวลาคุยอีก 17 นาที จะไปนอนแล้วนะครับ
Noon : อืมๆ (คิดในใจ แกระบุเวลาลงขนาดนาทีเลยเหรอเนี่ย)
ไปๆ มาๆ คุยไปคุยมา ก็คุยกันจนน้องนุ น้องgolf น้อง... จำไม่ได้ตื่นมาเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับคือประมาณ 6 โมง (17 นาทีของแกเนี่ยยาวเนอะ) จนมาเริ่มหมดแรงคุยกันตอน 6.45 น. ของวันอาทิตย์ แล้วเราก็เดินกลับไปนอนที่ห้อง ในขณะที่เดินกลับก็พบว่า เติ้ลออกมานั่งเล่นข้างนอกแล้ว เรายังไม่ได้นอนเลย - -' เป็นอันว่าจบวันเสาร์ ตอน 7.00 ของวันอาทิตย์ ตอนเรากำลังจะนอน น้องเอกก็ตื่นมาพบดี หุหุ
วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน 2549
กว่าจะตื่นได้ก็ 10.15 น. ได้ยินเสียงตี๋บอกว่าปลุกพี่นุ่นได้แล้วเค้าจะไปกันแล้ว โอ๊ยหมดพลังไปมากมายไหนจะคุย ไหนจุดูดวงและที่สำคัญ คืนวันศุกร์ไม่ได้นอนเพราะกลัวมาไม่ทัน ง่วงอย่างแรงเลย ขากลับมีน้องทักว่าพี่ไม่พูดแล้วเหรอ เลยบอกว่าไม่ไหวแล้วน้องหมดพลัง MP หมด ขึ้นรถก็นอนยาวจนมาถึงที่ซื้อของฝาก ก็ลงไปซื้อไม่ได้อะไรเท่าไหร่ แต่ก็ได้ของฝากน้องเลอที่ไม่ได้มา ของ thank buddy และของ take buddy ครั้งสุดท้าย รู้สึกผิดต่อน้องเหน่ง buddy เรามากมายเพราะว่าไม่ค่อยได้ take อะไรเท่าไหร่เลย ก็ผ่านกิจกรรมนี้ไปด้วยดี (ครั้งนี้มีแอบแปลกใจด้วยเพราะได้ของ surprise จากน้องด้วย แบบงงๆ แต่ก็ดีใจที่น้องเค้าให้มา) ในที่สุดก็เดินทางกลับมาถึงโดยสวัสดิภาพ แต่ขากลับมีเรื่องทำให้ไม่สบายใจอย่างแรงมากมายทีเดียว เพราะว่า ชวนพี่ N กลับบ้านด้วยกัน แต่ด้วยความที่เราปากหนักไม่ยอมบอก taxi ว่าไปทางไหนเลยทำให้แบบพี่ N ลำบากกว่าเดิมอะ รู้สึกว่าพี่ N ต้องแบบโกรธแน่ๆ เลย แล้วเราก็ไม่สบายใจอย่างแรงอะ ก็เลยรู้สึกผิดอย่างมากมาย แถบลืมความสนุกในการไปรับน้องครั้งนี้เลย
สรุปแล้ว โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นก็คือ
1. ไม่ได้นอน 2 คืนติดกัน
2. นำสันได้แย่ที่สุดในโลก
3. ทำให้พี่ N ไม่พอใจอย่างแรง (ผิดไปแล้วนะ)
สรุปแล้วการไปรับน้องครั้งนี้ก็ดีสนุกดี แต่จบด้วยความเศร้านั้นเอง June 14 โศกนาฏกรรมของ N ตอนที่ 2ไม่ได้มา up ซะนาน ความจริงนึก plot ไว้ไดแล้วแต่ยังไม่อยากพิมพ์เลยแอบขี้เกียจ คราวนี้ได้โอกาสแล้วเลยมา update space ซะที
โศกนาฏกรรมของ N ตอน N ผู้ถูกโรคและภัยพิบัติรุมเร้า
หลังจากวันเกิดของ N ที่ผ่านมา โรคร้ายและภัยพิบัติต่างๆ ก็รุมเร้าเข้ามาอย่างน่ากลัวทีเดียว (ความจริงก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นหรอกนะ) ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจาการทำตัวเองของ N แต่บางอย่าง N ก็ไม่ได้ทำแต่อยู่ดีดี ดันเป็ฯขึ้นมาเองได้ไงก็ไม่รู้ เริ่มจาก สืบเนื่องจากช่วงวันเกิดที่ผ่านมา N ได้เดินทาง (เดินจริงๆ) ไปกราบไหว้ บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายใน กทม. ซึ่งหลังจากการเดินในวันนั้น จึงผลให้ข้อเท้าเกิดอาการบวมและเดินลำบากถึงสองวันทีเดียว ข้อเท้าของนาย N จึงกลับสู่สภาพปกติอีกครั้ง เหตุการณ์สงบได้เพียงไม่กี่วัน ในวันที่ 24 พค. N จะต้องเดินทางไปส่งรุ่น้องเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นจึงขับรถเข้ามาใน มหาวิทยาลัย C แต่ระหว่างทางสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเพราะระหว่างทาง รถคันข้างๆได้บีบแตรและชี้ลงไปที่ล้อด้านคนนั่ง ซึ่งทำให้เกิดความตกใจกับนาย N ยิ่งนัก นาย N ค่อยๆขับรถจนมาถึงมหาวิทยาลัย C จนได้และพบว่ารถที่ขับมานั้นยางแบน ทำให้นาย N ต้องนั่ง taxi เพื่อไปยังสนามบินดอนเมือง พอตกเย็น ถึงเวลาที่นาย N จะต้องจัดการกับยางที่แบนจึงได้ชวน น้อง B กับ น้อง R เพื่อที่จะไปร้านเปลี่ยนยาง แต่เมื่อขึ้นรถพบว่า ยางที่แบนไม่มากเมื่อเช้าในเวลานี้กลับไปลงไปมากกว่าเดิมอีกทำให้ไม่สามารถที่จะนำรถไปที่ร้านได้ น้อง B จึงแนะนำว่าให้ทำการเปลี่ยนยางสำรองก่อน จึงได้เริ่มขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้
B : นี่สงสัยต้องเปลี่ยนยางเองละมั้งเนี่ย งั้นจอดที่หน้าภาคนี่เลยแล้วกัน
N : ok ได้ๆ
B : แล้วเฮียเปลี่ยนยางเป็นมั๊ยเนี่ย
N : ไม่อะ
B : งั้นเดี๋ยวไปตามกำลังเสริมมาก่อนนะ
R : งั้นเปิดท้ายเอส ยางอะไหล่กับอุปกรณ์ออกมาเลยเถอะ
N : อืมๆ
กำลังเสริมที่ น้อง B ไปตามมาคือ ดร. จากภาควิชา B ทั้งหมด 3 ท่านด้วยกัน เมื่อมาถึงทุกท่านก็บอกถึงวิธีการเปลี่ยนยางเป็นอย่างดีพอเปลี่ยนยางเสร็จเรียบร้อย
B : นี่ๆ ปกติยางอะไหล่เติมลมบ้างป่าว
N : ไม่รู้สิไม่แน่ใจ
B : อ้าว งั้นลองเอาแม่แรงลงก่อนแล้วกัน
N : ได้ๆ
ผลปรากฏว่า เป็นไปตามที่คาดคิด ยางอะไหล่ไร้แล้วซึ่งลม ทำให้ไม่ต่างอะไรเลยกับยางที่เพิ่งเอาออกไป - -" ดร. D จึงบอกว่าไปเติมลมใต้แถบก็ได้หนิ มีที่สูบลมอยู่ ดังนั้นจึงต้องทำการเปลี่ยนยางอีกรอบ เมื่อเสร็จ N กับน้อง B ได้กลิ้งยางไปเติมลมจนเสร็จ แล้วกลับมาใส่ยางอีกรอบ และได้ไปเช็คลมยางที่ปั๊มน้ำมันแถวนั้นอีกที N จึงได้รู้ว่าการเปลี่ยนยางนี่มันเหนื่อยอย่างนี้นี่เอง กลับมาถึงหอเลยสลบเป็นตายทีเดียว
หลังจากนั้นไม่นานดินฟ้าอากาศเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงประกอบกับ นาย N พักผ่อนน้อยลง ทำให้เกิดการเป็ฯหวัดขึ้นซึ่งการเป็นหวัดครั้งนี้ยาวนานมากมาย คือเริ่มเป็นตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. จนกระทั่งบัดนี้อาการ เป็นหวัดก็เกือบหายแล้วแต่อาการ เห่า นี่ยังเห่าแบบน่ากลัวอยู่ดี
อีกเรื่องก็คือเมื่อวันพฤหัส ที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ภาคจัดงานงานไหว้ครูขึ้น เราก็เลยว่าจะเข้าไปก่อนแล้ว ค่อยไปสอนพิเศษตอนเย็ฯที่ โรงเรียน วัฒนา ก็เลยเข้าร่วมงานไหว้ครูก่อนมาถึงภาคก็ 16.30 น. แล้วยังไม่เริ่มงาน ก็เลยนั่งไปเรื่อยๆ จนประมาณ 17.00 น. ได้เริ่มงานขึ้น เราก็ได้ไหว้อาจารย์เสร็จแล้วว่าจะออกไป แต่อาจารย์หลายท่านพูดติดพันมากทำให้ออกไปไม่ได้ เลยตัดสินใจโทรไปบอกอาจารย์ที่โรงเรียนว่า จะไปสายหน่อยแต่อาจารย์ตอบกลับมาว่า วันนี้ไม่มีสอนนะค่ะ อ้าวเซ็งเลย - -' ก็เลยนั่งร่วมงานต่อไปสักพักนึงรู้สึกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นที่กางเกง เลยทำการสำรวจพบว่า อุ แม่เจ้า! ซิปไม่ได้รูดหนิ เลยหันไปบอก P (ทำไมต้องไปบอก P ด้วยก็ไม่รู้)
N : แกสงสัยชั้นไม่ได้รู)ซิปแหละแก
P : จริงเหรอ มันร่วงลงมา หรือ ซิปแตก ป่าว
N : บ้า อุ๊ย จริงด้วยแหละ ซิปแตก
P : อ้าวแก แล้วทำไงดีเนี่ย เอาเสื้อบังสิ
N : นั้นสิ แย่แล้ว เราไม่รู้เสื้อมันสั้นป่าวอะดิ
น้อง T : ทำไมเหรอพี่มีไรเหรอ
P : เอาไงแกบอกน้อง T ดีป่าว
N : จะดีเหรอ อย่าเลย
P : เพื่อช่วยกันหาทางออกไง
N : ก็จริง ok
P : พี่ N เค้า ซิปแตก
น้อง T : อ้าวแย่แล้ว แล้วทำไงหละ เอาเสื้อบังสิพี่
N : ก็คงงั้นต้องลองดูแล้ว
หลังจากนั้นเลยได้เริ่มยุทธการปล่อยชายเสื้อโดยที่คนอื่นๆ ก็ไม่รู้ตัวแย่เรย
และล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยางที่ได้การปะไว้ก็รั่วอีกครั้งทำให้ได้ใช้วิชาการปะที่ได้เรียนรู้ในครั้งก่อนอีกที
สรุปแล้ว ตั้งชื่อดูน่ากลัวไปหยั่งงั้นเอง คือจะบอกว่าช่วงนี้สุขภาพไม่ค่อยดีเลย ยังไงทุกท่านก็ระวังตัวกันด้วยนะครับ ส่วนเรื่องสืบเนื่องจากตอนที่ 1 นั้นตินนี้ก็ดีขึ้นบ้างแล้วแต่ก็ยังไม่ได้คุยกันอยู่ดี เพราะยังไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิมเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่ว่าจะโกรธหรือเกลียดอะไรเพียงแต่เดี๋ยวก็เหมือนเดิมอีกไม่อยากให้เกิดครั้งที่ 3 ขึ้น ดังนั้นก็จะดูแลอยู่ห่างๆ อย่างคุยกันหรือปรับความเข้าใจก็ลองดูก็ได้แต่ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องดูผลลัพธ์กันต่อไป และก็จะบอกว่า เราไม่ได้อารมณ์ขึ้นๆลงๆ นะที่เป็นอยู่ตอนนี้เนี่ย อย่าเข้าใจผิดหละ เดี๋ยวจะหาว่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอีก
สุดท้ายขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วงจากกระทู้ที่แล้ว
May 22 โศกนาฏกรรมของ N ตอน N กับคนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง หุ หุ วันนี้ตั้งชื่อซะน่ากลัวทีเดียวแต่ความจริงไม่ค่อยมีอะไรหรอก ช่วงนี้เนี่ยหลังจากผ่านวันเกิดมาก็มีหลายอย่างรุมเข้ามามากมาย หลายเรื่องซึ่งตอนนี้รู้สึก ok ขึ้นมากกะบางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ยังรู้สึกเหนื่อยเหมือนเดิมและคงจะไม่ดีขึ้นในเร็ววันนี้แน่ๆ ถ้าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย แต่อย่างว่าอะนะ บางอย่างมันเปลี่ยนยาก เหมือนในเพลงเลย "ฉันไม่ยอมเปลี่ยนเธอไม่ยอมเปลี่ยน ยังคงทำตัวเหมือนเคยๆ ปรับความเข้าใจกันไปมันก็ซ้ำเก่า ทั้งที่รักกันแต่ เข้ากันไม่ได้เลย เมื่อเราต่างไม่เคยจะยอมลด ก็ควรจะลา" เอาละมาเข้าเรื่องกันดีกว่า คราวนี้ว่าจะลองเล่าแบบนิยายสั้นๆ ดูอะ อาจจะยาวไปถ้าขี้เกียจอ่านก็ไม่เป็นไรนะแต่อยากให้ลองอ่านดูแล้วบอกหน่อยสิว่าเขียนเป็นไงบ้าง (อาจจะไม่สนุกนะ เพราะไม่มีเรื่องตลกเลย ในวันนั้นอะ)
บทที่ 1 N กับ บางคนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
N เป็นหนุ่มอายุ 25 ปี มาได้ไม่กี่วัน ก่อนหน้านี้ ในช่วง 1 อาทิตย์ก่อนถึงวันเกิดเค้า N นอนน้อยกว่าปกติมากเนื่องจากมีงานมากมายที่ต้องทำ และบางงานเป็นงานเร่งด่วนที่ปฏิเสธไม่ได้ (ความจริงได้ แต่พื้นฐานแล้ว N เป็นคนที่เกรงใจคนอื่น ค่อนข้างสูง ทำให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่อาจปฏิเสธ ออกมาได้ ซึ่งหลายครั้งที่ N ต้องทำงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเท่าไหร่กับตัวเองในช่วงนี้ ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เป็นเช่นนั้น) และประจวบเหมาะกับช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนพอดี ทำให้ N เป็นหวัดอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งเริ่มมีน้ำมูก + อาการเจ็บคอตั้งแต่คืนก่อนหน้าวันเกิด 1 วัน เพราะฉะนั้น สรุปแล้ว N เลยเป็นหวัดแต่ดีที่อาการไม่หนักมากมายเพราะ N รู้ตัวเลยกินยาที่พบว่าบังเอิญมีอยู่ในหอพัก หุหุ (นับเป็นโชคของ N ทีเดียว) และในวันเกิดของ N เองนั้น ก็ได้ชักชวน G ไปทำบุญไหว้พระกัน แต่คงเป็นการเดินมาราธอน ด้วยระยะทางอันยาวไกล ทำให้เมื่อ N กลับมายังที่พัก เท้าของ N ก็เริ่มที่จะปวดขึ้นมาเล็กๆ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นเกิดการปวดขึ้นมาตอนลุกจากที่นอน แต่โชคดีที่วันนั้น N ไม่ได้ออกจากห้องเท่าไหร่นอกจากไปซื้อข้าวมากิน สุดท้ายด้วยความชะล่าใจ N ไม่ได้นึกถึงเท้าที่เริ่มผิดปกติ จนกระทั่ง....วันต่อมา N ต้องเดินทางเข้าเมืองอีกครั้ง เนื่องจากนัดกับ Nu และ L (ไม่ใช่ L กะ คิระ นะ)ไว้ วันนี้ N ขับรถเข้าเมืองมาแต่เช้าตรู่ พอมามหาวิทยาลัย C N ก็หาที่จอดรถได้ไม่ยากนัก หลังจากนั้นจึงเดินลงไปซื้อของ ซึ่งนึกได้ว่าสิ่งที่จำเป็นต่อตนเองนั้นหมดซะแล้ว ซึ่งในขณะนั้นอาการเท้าของ N ไม่iรุนแรงมากนัก จากที่จอดรถ N มองเห็นร้านสะดวกซื้อร้านหนึ่งซึ่งมีสาขามากมายอยู่ทั่วประเทศ N จึงเริ่มเดินไปยังร้านนั้น แต่พอไปถึงร้าน ก็เกิดเรื่องน่าตกใจขึ้นมาทันที คุณพระช่วย ที่ร้านนั้นไม่มีของที่ N อยากได้ทั้งๆที ร้านอื่นๆ นั้นมีแน่ๆ N เริ่มเกิดอาการเซ็งขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่เป็นไร เพราะที่สหกรณ์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องมีของที่ต้องการแน่ๆ พอคิดได้ดังนั้น N จึงเริ่มเดินจากฝังที่จอดรถไปยังฝังที่ภาค B ตั้งอยู่ พอ N เดินมาถึงที่ภาค N เริ่มรู้สึกว่าอาการที่เท้าของตนเองเริ่มแย่ลง เพราะปวดมากขึ้นแต่ไม่ถึงกับเดินไม่ได้ซะทีเดียว จึงเดินไปซื้อของที่สหกรณ์ต่อไปโดยไม่คิดอะไร พอได้ของที่ต้องการ N ก็กลับมาพักผ่อนที่ภาคเพื่อคอยให้ถึงเวลานัดหมาย ในขณะที่รอนั้นเองสติของ N ได้ขาดหายไปเมื่อไหร่ไท้รู้รู้แต่ว่าตื่นมาก็เพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น N เอาโทรศัพท์ขึ้นมาดู พบว่าเป็น Nu นั้นเองที่โทรเข้ามา
Nu : อยู่ที่ไหนคับ เนี่ย มาถึงแล้วนะ
N : อยู่ห้องภาคนอนอยู่
Nu : แล้วเอาไง ไปเจอกันที่ห้าง M เลยมั๊ย น้อง L จองไว้แล้ว
ด้วยความเกรงใจ N จึงตอบกลับไปว่า
N : ได้ๆ เดี๋ยวไปหาที่โน้นเลยก็ได้
Nu : งั้นแค่นี้นะคับ
N: ok
ในขณะนั้นเอง N จะลุกขึ้นจากเตียง
N : โอ๊ย!!!!! เจ็บจัง N อุทานออกมาแล้วจับที่ข้อเท้าพบว่าบริเวณใต้ตาตุ่มเกิดการบวมขึ้น
N พยายามลุกจากเตียงด้วยความยากลำบาก เพราะปวดมากมาย ในที่สุดก็พยายามนำร่างกายที่หนักเกือบ 90 ออกมานอกห้องจนได้ ในขณะที่กำลังใส่ร้องเท้าด้วยความยากลำบาก (อีกแล้ว) ก็ได้ยินเสียง
??? : เปลี่ยนใจแล้ว พอดีเดินมาถึงที่นี่พอดีเลย
N เงยหน้าดูปรากฏว่าเป็น Nu นั้นเอง N แอบงง เล็กน้อยพร้อมคิดในใจ ไหนบอกว่าจะไปที่โน้นเลย แต่แอบดีใจ เพราะไม่อยากเจอสภาพกดดันตอนเจอกับ L ขึ้นมา อย่างน้อยก็มี Nu ช่วยได้
N : อืมๆ ดีแล้ว
Nu : ขึ้นไปกันเลยมั๊ย
N : ได้ๆ ไปเลย โอ๊ย
N เริ่มเดินไม่ปกติ เพราะเท้าที่เจ็บมากขณะนั้น
Nu : อ้าว เป็นไรไปคับ
N : ไม่รู้เหมือนกัน ปวดมากเลย สงสัยปวมที่เท้ามั้ง
Nu เดินนำหน้าไปก่อนที่ประตูห้องภาค หลังจากนั้น N จึงเดินตามไปอย่างช้าๆ พอถึงทางขึ้น N เดินขึ้นมาก่อน
N : (ไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้เลยที่บันไดทางขึ้น-ลง มีราวให้เกาะเนี่ย) N คิดในใจ
เมื่อเดินไปถึงด้านบนกัน ทั้ง 2 คน จึงมุ่งหน้าไปยัง ห้องคอมภาค เมื่อเปิดเข้าไปจึงได้พบกับผู้คนมากมาย และแน่นอนหนึ่งในนั้นมี L อยู่ด้วย
T, C : หวัดดีพี่ อ้าวเป็นไรหละ
O, L : หวัดดี ค่ะ/คับ
N : ไม่รู้เหมือนกัน ปวดขามากเลย
T : แกตกลงไปป่าว ที่ K มันนัดเนี่ย
C : ที่ไหนนะ S center อะเหรอ ก็ ok เอาสิ
N : อ้าวเดี๋ยวไปที่ S center กันเหรอ ไปด้วยกันมั๊ย เพราะเดี๋ยวว่าจะไปห้าง M พอดีเลย
T,C : ไปทำอะไรหละพี่
N : ไปดู DAVINCHi code หนะ
T, C : ได้ๆ
N : Nu ตกลงดูรอบกี่โมงหนะ
Nu : รอบบ่ายโมงกว่าๆ ไปกันเลยมั๊ย
N : ได้ๆ
ก่อนออกจากห้องคอม N ก็ได้เอางานที่ต้องส่งโหลดลงเครื่องให้ เจ้า B ทำต่อไป แล้วจึงเริ่มเคลื่อนขบวน N, Nu, L, C และ T ออกจากห้องคอม พอเดินมาถึงหน้าบันได
Nu : ไปกันยังไง
N : แล้วแต่ไปไงก็ได้ (ซ่า นะเนี่ย ขาเจ็บอยู่ไม่ใช่เรอะ)
L : เดินไปจะไหวเหรอพี่
Nu : ไปรถเมล์ ละกัน
N : ไงก็ได้
ตอนนี้ N เริ่มปวดมากกว่าเดิมขึ้นไปอีกแต่ ok ยังไหวอยู่ ในช่วงที่เดินออกจากภาควิชานี่เอง N ได้พบสัจธรรมในชีวิตว่า ทางเดินนี่ไม่ได้สบายตลอดทาง ไม่มีทางเรียบหรือระดับเดียวกันในทุกๆ ที่นะ สิ่งที่ทำให้คิดได้เพราะว่า ทางที่เคยเดินสบายอยู่ทุกๆ วัน ทุกๆ ครั้ง ที่มาที่นี่ คราวนี้กลับรู้สึกว่า หนทางไปยังประตูหน้าเนี่ยไกล และ ทางไม่เรียบเสมอกัน ทำให้ N ปวดทีเดียว แต่ตอนนี้ก็ N เดินมาถึงสะพานลอยซะแล้ว ถึงจะดูหฤโหดอยู่ แต่ก็พยายามเดินขึ้นจนสำเร็จ พร้อมกับมีคนที่ไปด้วยคอยดูไปตลอดทาง N รู้สึกขอบคุณอยู่ในใจเหมือนกัน ที่มีคนเป็นห่วง การดูหนังในช่วงบ่ายนั้นไม่มีอะไรมากมาย มีแต่เพียงความรู้สึกปวดเท้าเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกว่า ดูหนังไม่ค่อยสนุกเท่าที่ควร เมื่อดูหนังเสร็จจึงกลับมาที่ภาคเพื่อรอเวลาที่จะดูละครต่อตอนเย็น
พอกลับมาถึงภาค N ก็เริ่มทำการติดต่อ G เพราะนัด G ไว้ด้วยแต่ Nu ก็บอกว่าไม่มีคนรับ พอ N ลองโทรบ้างก็พบเช่นเดียวกัน
N : (เอ๊ะ G ปกติไม่สายขนาดนี้นินา มาถึงแล้วไปอยู่ที่ไหนป่าวเนี่ย หรือรออยู่ห้องคอมภาค หรือ ลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน) N คิดในใจ
N : Nu สงสัยว่า G ต้องลืมเอาโทรศัพท์มาแน่เลย แล้วจะติดต่อไงเนี่ย แย่จัง
Nu : นั้นสิ ลืมเอามาในวันแบบนี้ด้วย ลองไปดูที่ภาคก่อนแล้วกัน
เมื่อมาถึงภาคพบว่า ส่วนใหญ่กำลังเตรียมงานบวชขอลอาจารย์พรุ่งนี้อยู่ N จึงอาษาเข้าไปช่วยทันที โดยลืมคืดไปว่าตัวเองเนี่ยขาเจ็บอยู่นะ ซึ่งในขณะนั้น N ได้บอกให้ Nu ลงไปกินน้ำข้างล่างที่ N ซื้อมาแต่เช้าแล้วแต่ยังไม่ได้กินเพราะ Nu บอกว่าหิวน้ำแล้วนั้นเอง
ในขณะที่ N กำลังช่วยงานอยู่นั้น N ก็พยายามโทรหา G ไปด้วยแต่เหมือนเดิมคือ ไม่รับโทรศัพท์ สักพัก Nu และ L ก็มาช่วยงานเช่นเดียวกัน พอใกล้เวลาหกโมง N ก็ชวน Nu และให้ Nu เรียก L ไปหาอะไรกินกันรองท้องก่อนเพราะไม่ได้กินเลยตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ซึ่งเมื่อดูเวลา N จึงบอกว่า
N : ใกล้แล้วสงสัยไม่ได้กินข้าวแน่ๆ เลย ไปหาไรรองท้องที่ Seven ละกัน
Nu : ก็ดีนะ ไปกันเถอะ
ระหว่างทางเดินนั้น L ก็เดินเร็วมาก N อยากจะบอก Nu เหลือเกินว่าปวดมากเลยนะ เดินช้านิดนึงสิ แต่เกรงใจ เพราะ Nu ก็คอยหันมาดูเป็นระยะ แล้วหยุดคอย L แยกตัวไปกินน้ำที่ตึกเรียนก่อน
พอถึง ที่ร้าน
Nu : เอาไรดีอะ ไม่รู้จะกินไรดี
N : นั้นสิ
Nu : หรือกินที่ตึกจุล มั๊ย
N : Nu ว่าไงหละ มีไรขายหรือเปล่า เราไงก็ได้นะ
Nu วิ่งขึ้นไปดูแล้วลงมาบอกว่า มีงั้นกินที่นี่แหละนะ พร้อมกับ L ก็เดินมาพอดี
ในขณะที่สั่งข้าว N เหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมือ พบว่า อีก 10 นาที 6 โมงถึงเวลาที่เปิดให้เข้า
N : ใกล้ 6 โมงแล้วจะทันมั๊ยเนี่ย
Nu : ไม่ทันแน่เลย เอาไง
N : แต่มันก็ late ทุกทีหนิ
Nu : ก็จริงยังไงก็ สายอยู่แล้ว
ในขณะนั้น L ก็เดินมาดูอาหารที่ร้านเดียวกัน แล้วเริ่มทำหน้าไม่ดีเท่าไหร่ และเดินจากไปพร้อมอาหารที่ได้โดยไม่ต้องอุ่นร้อน
N : สงสัย เค้าจะหงุดหงิดแน่เลยที่ไปช้า
Nu : อืม สงสัยจะเป็นอย่างงั้น
N ก็รีบกินพอควร พอกินเสร็จ ก็จะเดินไปที่หอประชุม ทันที แต่คราวนี้ L เดินเร็วอย่างมาก N เลยแอบคิดในใจ
N : (อะไรจะขนาดนั้นเนี่ย เราเจ็บขานี่ไม่ได้แบบ สงสารกันเลยใช่มั๊ย) แต่ Nu ก็พูดออกมาว่า
Nu : L เค้าจะไปคอย G ที่หน้าทางเข้าก่อนเผื่อเจอ
N : (แล้วไป)
ซึ่งในขณะที่เดินไปนั้นก็แอบเข้าใจความรู้สึกของ Nu อยากรีบตาม L ไปแต่ก็แอบเป็นห่วง N เล็กๆ ก็เลยเดินๆ หยุดๆ ซึ่ง N ตอนนี้ก็รีบเดินจะบอกว่าปวดขามากจนจะไม่รู้สึกแล้วก็เกรงใจ เลยบอกว่าไม่เป็นไร
พอมาถึง ก็ไม่พบว่า G จะมาถึง จึงได้โทรกันอีกรอบ คราวนี้ 6 โมงกว่าแล้ว G ยังไม่มาแต่ประตูยังไม่เปิด N เริ่มยืนไม่ไหวแล้วเลยนั่งรอแทนสักพัก G ก็มาแล้วไม่พูดอะไร ยิ่มนิดหน่อย
G : วันนี้นี่รีบมากเลย 5 โมงเพิ่งออกจากบ้านเอง
N, Nu : เอ้า ทำไมออกช้าจัง
G : 555
แล้วประตูก็เปิดให้เข้า ซึ่ง N,G และ Nu ไปเข้าห้องน้ำ ส่วน L ไปนั่งที่ที่ก่อน
เมื่อทีเหลือเดินไปถึง พบว่า L นั่งทำหน้าไม่ปกติเท่าไหร่ แต่เริ่มพูดคุยกับ G บ้างแล้ว ละครแสดงไปเรื่อยๆ ปีนี้ N นึกว่าเป็นละครตลกเหมือนที่ผ่านๆ มาแต่ที่ไหนได้ กลายเป็ฯละครเศร้าแถบทำ N ร้องให้ตั้ง 2 ฉากเลย พอจบละคร
N : G ขอเกาะหน่อยนะ
G : อ้าว เป็นอะไรหละ
N : อ้าว บอกว่าเจ็บขาไง ไม่ได้ฟังเหรอตอนที่บอกก่อนเข้าอะ
G : อ้าว นึกว่าเป็นเหน็บ อะตอนนั้น
N : - -"
ในขณะนั้น Nu กับ L เดินนำหน้าไปไกลมาก
N : G เดินช้าหน่อยสิ เราปวดอะ
G : โทษที ชั้นลืมไป
N : ไม่เป็นไร แอบเกรงใจเหมือนกัน แต่ไม่ไหวแล้ว เจ็บอะ เพราะขามานี่ 2 คนนั้นเดินเร็วมากเลย เราเดินตามไม่ไหว
G : อ้อ อืมๆ แล้วนี่ ปวด ยังไงเหรอ ไปทำไรมา
N : น่าจะเป็นผลมาจากการเดินวันที่ทำบุญนะ เลยอักเสบมั้ง แต่ไม่รู้สิ มันคล้ายๆมีน้ำข้างใน หรือ พองก็ไม่รู้
G : เหรอ ปวด หรือ เจ็บ หละ
N : ปวด นะไม่ค่อยเจ็บถ้าปวดไม่มาก
G : งั้นไม่ใช่พองหรอกถ้าพองก็เจ็บแหละ อืมๆ
หลังจากนั้นก็เดินด้วยความหน่วง จนมาถึงถนนหน้าภาค Nu กับ L ก็รีบกลับบ้าน ส่วน N กะว่าจะอยูเป็นเพื่อน G กินข้าวเพราะ G ยังไม่ได้กินข้าวเลยตั้งแต่เช้า
G : คุณกลับก็ได้นะ ไปพักผ่อนเถอะ ไหวเหรอ
N : ไม่เป็นไรไหวอยู่แล้ว ปวดนิดหน่อย จนเริ่มชาๆ ไม่รู้สึกเท่าไหร่แล้ว
จากนั้นจึงเดินไปกินข้าวกันแต่ก่อนหน้านั้น G ขอแวะเข้าห้องน้ำ N ก็นึกว่าจะเข้าไม่นาน ที่ไหนได้นานพอดู ในขณะที่นั่งรอ N รู้สึกว่าปวดขึ้นมาอีกเลยถอดรองเท้าออกมาดู แต่ G มาก็เห็นแล้วบอกว่า
G : ป่ะ ไปกันเถอะ อ้าว มันไม่บวมเท่าไหร่นิ
N : อืม แต่ปวดอะ
G : ทำไมปวดเวลาเดินหละ
N : ไม่รู้สิเวลางอเท้าแล้วปวดมากเลย
G : อืมๆ
N : แล้ว G ไปหนักเหรอ นึกว่าเบา
G : อืม วันนี้ ชั้นท้องไม่ดีหนะ ที่ออกจากบ้านช้าเพราะเรื่องนี้แหละ
N เลยเข้าใจในบัดดล เพราะบ้าน G ก็ไกลมากพอดูถ้าขณะเดินทางเกิดอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาคงลำบากมากเลย
หลังจากนั้น G ก็บอกว่า
G : อยากกินอะไรหละ
N : ไม่รู้สิแล้วแต่ เรามาเป็นเพื่อน
G : ชั้นไม่ค่อยอยากกินอะ
N : ไม่หิวเหรอ
G : ไม่หิว เพราะไม่ได้กินข้าว แต่กินเล่นมาหลายอย่าง งั้นกลับมั๊ย
N : Ok เดินไปด้วยกันที่รถหน่อยได้มั๊ย
G : ได้ๆ แต่คุณขับรถไหวเหรอ
N : ขับได้เพราะขยับเท้าน้อยไง
G : อืม
N : เดี๋ยวเราวนไปส่งให้นะ พี่ G ใจดีจังเลย
G : ไม่หรอกวันนี้ทำตัวดีหน่อยมาสาย
แล้วเราก็กลับหอไป
สรุปแล้วเรื่องราวของทั้งวันทำให้เราได้คำถามมามากมาย
จากเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งวันทำให้เราคิดว่า บางคนเนี่ยเป็นยังไงก็คงเป็นอยู่อย่างนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ยึดติดกับเรื่องอะไรก็ไม่เคยลดลง จากการถามจากอีกคนพบว่า เค้าทำเพราะอยากให้คนอื่นๆ เห็นตัวเค้า จากเรื่องนี้ทำให้ N คิดว่า แล้วเค้าไม่ได้ใส่ใจกับความรู้สึกของคนที่เห็นเค้าอยู่แล้วเลยเหรอ น่าจะเป็นcare คนที่เห้นเค้าอยู่แล้วให้มากกว่านี้ปล่าว ทำไมเค้าไม่เห็นใจ บางคน ว่าถ้ารอจนเลิกอาจจะหิวมากก็ได้เพราะปกติคนนั้นกินข้าวเร็ว และบ่ายก็ไม่ได้กินอะไรมา ทำไมแค่เวลานิดหน่อยเพื่อแลกกับความสุขของคนที่เรารู้สึกดีด้วยถึงให้ไม่ได้ แต่ต้องรักษาเวลาเพื่อคนอื่นๆ ที่เราไม่รู้จักเลย หรือ ถ้าบางคนกินอาหารที่ไม่ได้อุ่นแล้วท้องเสียจะทำยังไง หรือ ถ้าคนที่เท้าเจ็บอยู่เกิดอุบัติเหตุตอนข้ามถนนหละ จะมีใครมาช่วยมั๊ย แล้วเค้าจะรู้มั๊ยว่าคนที่มาช้านั้นมีสาเหต มาจากอะไร ทำไมถึงต้องหงุดหงิด ต้องอารมณ์ไม่ดีด้วยการ care ใครก็ไม่รู้ด้วย ทำไมไม่มองคนที่อยู่ข้างๆ หรือมองอยู่ข้างหลังบ้างหละ.... ก่อนที่จะเสียคนที่มองเห็นตัวตนของเค้ามากไปกว่านี้ รีบรู้สึกตัวซะทีก็ดีนะ
จบบทที่ 1 N กับคนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
May 18 การผจญภัยในวันเกิดที่มีอายุครบ 25 (เบญจเพศ อ๊ะไม่ใช่ เบญจเพส) วันเกิดปีนี้เป็นปีที่ 25 พอดีเลย ตามตำราแล้วโบราณว่าไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่ น่าสงสารคนที่เกิด พ.ศ. เดียวกันกะเรา อีกแสนแปดคนล้านทั่วโลก แต่โอเคเมื่อเค้าว่ามาเราก็อย่าขัด ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ดีกว่า(ว่าแต่ เค้านี่ใครอะเห็นว่าหลายเรื่องแล้ว) วันนี้มี กิจกรรมให้ทำตั้งแต่เริ่มวันกันเลย คือตอนเที่ยวคืนเนี่ยไปส่ง น้องโอ๊ค ที่ดอนเมืองมา คนไปส่งเยอะมากมาย ที่ตกใจคือมีชาวต่างชาติแอบกระซิบกระซาบ แบบอารมณ์ งง ว่าตานี่ใครเนี่ยทำไมมีขบวนส่งมากมายขนาดนี้ ถึงกับมีฝรั่งมาแอบถ่ายรูปด้วยตั้ง 3 คนแหนะ เค้าคงไม่เคยห็นมั้ง หุหุ
หลังจากส่งโอ๊คเสร็จ เราก็ส่งสมาชิกที่ละคน จนหมด และได้ตกลงกับพี่กั๊มว่ากลางวันวันนี้จะไปไหว้พระกัน ก็เลยนัดเจอกัน ในช่วงที่นัดเวลานี่เองก็มีคำพูดเฉือนใจจาก"บางคน" ทำให้อึ้งไปเหมือนกันเกือบสวนไปแล้วเชียวแต่เกรงใจผู้ร่วมขบวนการคนอื่นๆ เลยเอาเถอะ ช่าง... ละกัน พอกลับมาถึงหอก็เลยไม่นอนดีกว่า เพราะถึงก็ ตี 1 เกือบตี 2 แล้ว นัดตอน 9 โมงเช้า ต้องตื่นตี 5 หรือ 6 โมง นอนนิดเดียว ไม่ไหวข้าพเจ้าไม่สามารถมีสติตื่นมาได้แน่ๆ เดี๋ยวไปช้า "บางคน" ที่บอกว่าอาจจะไปด้วยจะเสียอารมณ์ปล่าวๆ พอคิดได้ดังนั้นจึงต้องนั่ง(ทำงาน) นอน(อ่านการ์ตูน) รอเวลาให้เป็น 6 โมงแล้วจึงอาบน้ำออกจากหอ ซึ่งพอดีมากออกมาปุ๊บ รถติดทันทีเลยกว่าจะถึงก็ 8 โมงพอดีเลย นอนเล่นในห้องภาคอีกเล็กน้อยก็ เกือบ 9 โมง กั๊ม มาพอดีเลยชวนไปกินอาหารเช้า (ชดเชยกับที่เราไม่ได้นอน เอ๊ะ ไม่เกี่ยวยังไงก็ไม่รู้ หุหุ) กินไปปรับทุกข์ที่มีไป (เพื่อวันนี้จะได้มีแต่สุขทั้งวัน จริงเหรอ) ก็เกือบ 10 โมง ออกเดินทางไป วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นมัสการพระแก้วมรกต ซะหน่อย ก่อน หลังจากนั้นก็เดิน"ย้อน" (เน้นว่าย้อน) ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดที่เราไม่ยอมวางแผนว่าควรไปวัดไหนก่อนกัน จึงเดินกลับไปที่วัดโพธิ์ (ทั้งๆ ตอนลงรถเมล์เนี่ยใกล้วัดโพธิ์มากเลย) ที่วัดนี้ได้นมัสการพระพุทธรูปปางไสยยาศน์(ถ้าสะกดผิดก็ขออภัย ถ้ารู้ที่ถูกก็แก้ให้ด้วยนะ) ใหญ่โตมากมาย เสร็จแล้วเราก็ข้ามเรือกันไปวัดอรุณฯ กันต่อ ตอนข้ามเรือนี่อากาศดีมากมายชอบๆ เสร็จจากวัดนี้เนี่ย ก็ว่าจะไปวัดระฆังโฆษิตาราม เพราะเห็นป้ายเลี้ยวขวาตอนลงจากเรือ เราก็นึกว่าไม่น่าไกลที่ไหนได้ไกลเหลือเกิน (ทำบุญก็ต้องมีความลำบากอย่างนี้แหละ : ณัฐ วงศ์ตั้งใจ, 2006 กล่าวไว้) ที่น่าแปลกคือ ถนนเนี่ยปุด้วยหินที่สวยงามผิดจากถนนโดยทั่วไปมากมาย ลืมถ่ายรูปมาให้ดูเนื่องจากเหนื่อยอะ ร้อนด้วย ไม่อยากหยุดเดิน กว่าจะมาถึงวัดระฆังก็เหนื่อยมากมายเลย หลังจากที่ไหว้พระเสร็จ ก็จะข้ามกลับไปที่ท่าช้างเพื่อจะไปวัดต่อไป ระหว่างทางเดินไปท่าเรือ กั๊ม ก็จำได้ว่าน่าจะเคยมาวัดนี้ตอนเรียน herpetology นะเนี่ย สองข้างทางเต็มไปด้วยสัตว์ที่นำมาขายเผื่อให้ปล่อยสะเดาเคราะห์ เราไม่กล้าซื้ออะ เพราะถ้าเอาไปปล่อยลงเจ้าพระยาก็ไม่รู้ว่ามันจะรอดมั๊ย หรือไม่เดี๋ยวก็โดนจับขึ้นมาใหม่อยู่ดีเลยไม่เอาดีกว่า จากนั้นก็ข้ามกลับมา ตอนนี้ทั้งเราและ กั๊ม เริ่มรู้สึกร้อนแล้ว แต่กั๊มน่าจะมากกว่า เพราะพูดว่าอยากถอดเสื้อเดิน เราก็เลยบอกว่า ok แกถอดเสื้อเดินยังพอรับได้แต่อย่าถอดกางเกงแล้วกัน หุหุ พอมาถึงวัดต่อไป ที่ตอนแรกคิดว่าเป็ฯวัดชนะสงคราม แต่ไม่ใช่กลายเป็นวัดมหาธาตุฯ แทน ไม่เป็นไรก็ไปนมัสการได้เหมือนกัน เสร็จแล้วก็เดินอ้อมทางด้านหน้าเพื่อไปกินข้าวที่ร้าน หน้าพระลานตอนนี้สภาพโทรมอย่างแรง พอกินเสร็จเลยตกลงกันอีกทีว่าจะเอาไงไปต่อมั๊ย แต่แอบเห็นหน้า กั๊ม แล้วเกรงใจรู้สึกว่าไม่น่าจะไหว ก็เลยหยั่งเชิงชวนไปศาลหลักเมืองก่อน และค่อยไปวัดชนะสงคราม พอกราบไหว้บูชาเสร็จก็เลยถามอีกที (เราก็แอบเหมือนจะวูบๆแล้วด้วย) เลยตกลงเห็นพ้องต้องกันว่ากลับกันดีกว่า (ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจมาไหว้พระเก้าวัดอยู่แล้ว แต่อยากไหว้พระเฉยๆ) ขึ้นรถได้เนี่ยแถบเป็นลมเลย เหนื่อยมากมาย
มาถึงจุฬาฯก็ เกือบบ่าย 3 พอดี แล้วก็ลงมานอน โดยที่ไม่ลืมชวนน้องวิน กลับบ้านด้วยกัน แล้วลงมานอน หลับไปจนถึง 6 โมงเลยเหนื่อยหนิน่า (ไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อ บ่าย 2 วันที่ 16 แล้วนะ) แล้วน้องวินก็มาตอน 6 โมงนิดหน่อย พร้อมฝนที่ตกอย่างมากมาย และก็ได้เจอ ณัฐ กะ น้องเลอ พอดีเลยชวนกลับด้วยกัน (กำลังเป็นห่วงตาณัฐอยู่เชียวว่าจะกลับไง ฝนตกหนักอย่างงี้เอารถมาเปล่า เลยได้ทำสิ่งที่อยากทำอีกอย่างพอดีเลย) นับว่าเป็นโชคดีของ เรา + ณัฐ มากๆ เลยนะเนี่ย ถือว่าเป็น protocooperation มั้ง
เมื่อส่งน้องวิน ซึ่งเป็นคนสุดท้ายเสร็จ เราก็กลับไปกินข้าวเย็นกะคุณ โอม โฉมงาม ท่ามกลางสายฝน แล้วก็กลับมาถึงห้องโดยสวัสดิ์ภาพ
สรุปแล้ววันนี้เนี่ยได้ทำอะไรหลายอย่างมากมายอย่างที่อยากทำ สุดท้ายก็ขอขอบคุณ ทุกท่านที่ร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดข้าพเจ้า ทั้งที่ผ่านทาง SMS หรือ โทรมาหากันโดยตรง ดีใจมากมายที่ไม่ลืมถึงแม้ว่าบางคนเราจะโทรไปทวงเองก็เถอะ หุหุ และก็
special thank
กั๊ม ที่ไปด้วยกันวันนี้ (birthday ย้อนหลัง 1 วัน) และรับฟังเรื่องราวอัดอั้นตันใจ
ณัฐ ที่นั่งฟังเรื่องราวเช่นเดียวกัน และก็ให้เราได้สมหวังในสิ่งที่อยากทำ
น้องวิน เหมือนพี่ณัฐ แต่ไม่มีอันแรก (เฉพาะอันหลัง) และของขวัญวันเกิดชิ้นแรกของปีนี้
น้องเลอ สำหรับของขวัญวันเกิด และเรื่อง.....
น้องจอย ไม่ลืมวันเกิดเรา (ความจริงอยากชวนน้องๆ staff cheer 49 ไปเลี้ยงข้าวด้วย)
น้องบัน โทรมา birthday เราด้วย ไม่น่าเชื่อเลยจำได้ด้วย (แอบดีใจ)
ส่วนน้อง .... แกทำร้ายชั้นอย่างเดียวเลยนะ ไม่มาอวยพรกันเลยจำไว้ หุ หุ หุ
น้องโอ๊ต แอบเขินที่โทรไปทวงเอง หุหุ
น้องออย ขนาดอายนะเนี่ย
น้องอาม ไม่เป็นไรจำวันเกิดตัวเองได้ก็ ok แล้ว
ยังไงก็ขอให้ทุกคนมีความสุขโดยทั่วหน้าแล้วกัน เพราะเราขอกับสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรามีความสุข และ มีศิริมงคลด้วยแล้ว ไว้เจอกันใหม่นะ
May 09 admission แมวน้ำวันนี้มาช่วยน้องต้น ซึ่งเป็นลูกของพี่น้อยที่ทำงานอยู่ที่สถาบันวิทย์ ที่มหิดล เลือกคณะ พอเลือกเสร็จจะลงทะเบียน คราวนี้เลยได้รู้ถึงความป่วงของระบบ admission เลยนะเนี่ย มีช่องให้เลือกคณะแต่พิมพ์เองไม่ได้ต้องเลือกจากที่ที่เค้ามีไว้ให้ พอกดเข้าไปก็รอมันคิดอีกชาตินึง หลังจากนั้นจะขึ้นให้เลือก มหาวิทยาลัย แล้วคิดต่ออีก 1 ชาติ หลังจากนั้นก้เป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะครบ admission ตรง และต้องเป็นต่อไปอีกใน admission กลางอีก โอ้ววววว จะบ้าหรือเปล่าเนี่ย ถ้าระบบดี และเร็ว หรือมี server ขนาดใหญ่ก็น่าจะดีนี่กว่าจะได้แต่ละอัน โอ้ววว รอไป 10 ชาติ จากคนรอที่ไม่ค่อยหิวตอนนี้ หิวมากจนมือสั่น (เกือบ ทุ่มครึ่งแล้ว) เพราะตั้งแต่ตื่นมายังไม่ได้กินอะไรลงไปเลย พอรอครบ 4 อันดับ ปรากฎว่า error on page ขึ้นมาซะงั้น โอ้ววววว แมวน้ำ หอยหลอด ปากกาทะเล แดปเนี่ย วอติเซลล่า มากๆ อะไม่เป็นไร เก็บอารมณ์ไม่อยู่เพราะหิวเล็กน้อย ลง back กลับไปอีกรอบ ตอนแรกดีใจเพราะขึ้นหน้าเดิมครบ 4 อันดับ แต่สักพัก หน้าเวปมัน reset ใหม่ โอ้ว นี่ต้องมานั่งรออีก 4 อันดับ 8 ชาติ อีกทีเหรอเนี่ย โอ้วววว จะตายซะให้ได้ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นเลยลงมติว่า พอ เลิก จบกันเถอะ ไปกินข้างแล้ว เที่ยงคืนมาใหม่ เพราะได้ข่าวว่ากลางคืนเข้าได้เร็วกว่า เราก็ OK ไปกินข้าว เลยกินซะเต็มที่ทีเดียว T-T (ข้าวมันไก่ไม่มีหนัง + ข้าวมันไก่ทอด + เกาเหลา) แล้วกลับไปซะสบายใจ ที่หอประมาณ 3 ชั่วโมง แล้วก็ไปรับน้องต้นที่บ้าน มาถึงโครงการก็ประมาณเที่ยวคืนกว่าๆ เกือบครึ่งพอดี พอมากถึง เข้าเวป อ่ะ เร็วดีมาก (เริ่มดีใจ แล้วคิดว่าสงสัยจะจริงตามที่เค้าร่ำลือว่ากลางคืนจะเร็วกว่า) ก็ click ผ่านมาเรื่อยจนถึงกรอกรหัสประจำตัวประชาชนเท่านั้นเอง สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น หน้าจอขึ้นว่า ไม่พบข้อมูลผู้สมัคร อ๊ะไอ้บ้า ก็ตอนเย็นยังไม่มีไรเลยทำไงดีเนี่ย น้องก็ตกใจ เราก็ตกใจ (คิดไปต่างๆ นานา เปรียบเทียบกะ ตอนลงทะเบียนเรียนที่ จุฬาฯ หรือเป็นเพราะว่าเราไม่ได้กดออกจากระบบ แต่มองดูก็ไม่เห็นมีส่วนไหนที่เขียนออกจากระบบนิหว่า) เลยให้น้องลองขอเบอร์ของเพื่อนแล้วลองมาเข้าดู ปรากฎเป็นเช่นเดียวกัน สอบถามไปมาพบว่าระบบเกิดการล่มซะงั้นอะ เลยนั่งรอเผื่อว่าระบบมันจะสามารถ reset ตัวได้ตามเวลา เลยลองเข้าทุกครึ่งชั่วโมงตั้งแต่ เที่ยงคืน จนถึง บัดนี้เป็นเวลา 7 โมงเช้าแล้ว หุ หุ เกือบสติเสียแล้วนะเนี่ย โอ๊ยยยยยย ง่วงงงงงง อ้วนนนนน น่ารักมากกกกกก ด้วย อะเริ่มจิตหลุดซะแล้ว วันสุดท้ายของการสมัครแล้วด้วย จะสมัครได้มั๊ยเฮ้อ เพราะเดี๋ยวหลังจากนี้มีขั้นตอนวุ่นวายอีก 3หมื่น8พันอย่าง โอ้วววว คิดแล้วก็เซ็ง สงสารน้องปีนี้จริงจริ๊ง เฮ้ออออ May 01 staff cheer's seminarเมื่อวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ (28-30 เม.ย.) ที่ผ่านมามีโอกาสไปที่หัวหินกับน้อง staff cheer 49 และผู้คนมากมาย มีผู้ร่วมขบวนการดังนี้ เริ่มจาก หัวหน้าขบวนการ น้องจอย (ท่านประธานเชียร์) 2. น้องแทน(ท่านนายก) 3. น้องเป้ 4.อ.หนิง 5.น้องปิง 6.น้องพร้อม 7.น้องหนุย 8.น้องเลอ 9.น้องจอย (หม่อมแม่) 10. น้องเอกกี้ 11. น้องเกต (เขียนยังงี้ป่าวหว่า) และขบวนการ staff cheer 12. น้องยู 13. น้องบัน 14. น้องนนทร์ 15. น้องวิน 16. น้องกิม 17. น้องนุ่น 18. น้องเบิรด์ และสุดท้ายก็ข้าพเจ้าเอง บรรยากาศโดยรวมก็สนุกดีนะเนี่ย แต่วันแรกก่อนไปเนี่ย มึนๆ เบรอๆ มากมาย เพราะไม่ได้นอนไป แต่แอบนอนในห้องภาคตอน สี่โมงเย็น และตื่นตอน สี่โมงครึ่ง T-T หุหุ เลยง่วงมากมาย กว่าจะมีสติก็ตอนออกไปแล้วสักพัก ถึงที่หัวหินประมาณ เกือบ 2 ทุ่ม แวะไปกินอาหารที่แถวๆ วังไกลกังวล ด้วย ก๊วยเตี๋ยว ก็อร่อยดี ขากลับเจอขบวนเสด็จด้วย แต่ไม่รู้ใคร พอกลับมาที่บ้านพัก เลยทราบว่าวันนี้ (28 เม.ย.) เป็นวันครบวันอภิเสกสมรส ของ ในหลวง กับ พระราชินี เลยเสด็จกันครบทุกพระองค์เลย วันแรกไม่มีไรมากมาย กลางคืนก็ดูดวงให้น้องๆ กว่าจะนอนก็เที่ยงคืนกว่าๆ กัน แต่เรานอนประมาณตี 2 เกือบตี สาม วันต่อมาตอนเช้าน้องๆ ออกไปวิ่งกันแต่เช้า และได้ถ่ายทำ clip VDO มาตลกมากมาย ตอนเช้ามีข้าวต้ม อร่อยดี และก็ประชุมกันต่อ จนเที่ยงลงมากินข้าว แล้วขึ้นไปประชุม คราวนี้เป็นประชุมลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อนด้วย พี่เลยนั่งๆ นอนๆ รอ ความจริงก็อยากไปเดินเที่ยว แต่จั่วก่อน ไปๆมาๆ ก็เสร็จตอน 4 โมงครึ่ง กะว่าจะไปแต่ ไปถามน้องๆ บอกเสร็จตอน 5 โมง เลยรอ แต่ก็ไม่ได้ไปอยู่ดีเพราะอย฿ประชุมกับน้องๆต่อ เสด็จตอน 1 ทุ่ม แล้วลงไปกินข้าวเย็น วันนี้มี หมึกย่างด้วย และก็มีปลาทอด ผัดผัก อร่อยดี แต่หมึกย่างเหมือนไม่สุกเลย งั่มๆ กินกันอิ่ม เรียบร้อยก็ไปเดินเล่นกันที่ถนนคนเดิน ไม่ค่อยมีของเท่าไหร่แต่ก็ได้ของฝาก ให้ ณัฐ กั๊ม โอ๊ต และ อาร์ม เรียบร้อย ที่สำคัญได้ กางเกงเลของตัวเองมาหนึ่งตัว ถูกใจมากมาย เสร็จแล้วกลับมาก็เกือบ 5 ทุ่มแล้ว แต่ยังต้องทำกิจกรรมเปิดใจให้น้องต่อ เฮ้อ แอบง่วงอะ แต่ไม่เป็นไร แล้วก็จะรีบไปอาบน้ำ ที่หนได้โดนแย่งเข้าห้องน้ำไปก่อนแล้ว ว๊า T-T เลยนั่งง่วง กิน takoyaki ไปพลางๆ อร่อยดี แต่ Okonomiyaki ที่เจ้านนทร์ ซื้อมาเนี่ยไม่อร่อยเลย แล้วก็กินหมึกอีก 1 ตัว หลังจากนั้นอาบน้ำ เสร็จปุ๊บ ก็เข้าไปห้องน้องๆ กะว่าเริ่มพอดี แต่ พี่จอยยังไม่ได้อาบน้ำเลยว่าง ก็เลยใจง่ายตามน้องนนทร์ขึ้นไปดูดวงบนดาดฟ้า แล้วก็พบความจริงว่า หัวหินสว่างมากมาย ไม่ค่อยเห็นดาวเท่าที่ควร ดูได้ประมาณ 10 นาทีก็ต้องลงไปเริ่มกิจกรรมพอดี อืมๆ เริ่มตอน เที่ยงคืน กว่าจะเสร็จก็ 6 โมงเช้าพอดี แถมยังไม่ครบอีกขาด ของท่านประธานเชียร์ ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน ก็เลยนอนหลับไป และตื่นมาประมาณ 9 โมงครึ่ง พอ 10 โมงก็ไปกินข้าว เสร็จแล้วชวนน้องๆไปเดินชายทะเล กัน มีผู้ตกลงปลงใจไปทะเลด้วยกัน 4 คน น้องหนุย น้องนนทร์ น้องจอย น้องกิม โอ้ววว แดดร้อนมากมาย แต่ก็ดี ทะเลไม่ค่อยสวยมากแต่น้ำเย็นดีเหมือนกัน กลับมาก็แทบสลบกันเลยเพราะร้อนมาก และก็รีบเก็บของอาบน้ำกัน เพื่อเดินทางกลับกัน และแวะซื้อของที่ golden place กับ ตลาดอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งที่ที่สองนี่ไม่ได้ลงไปเพราะง่วงมากเลย ขากลับเนี่ยนอนเป็นส่วนใหญ่เพราะง่วงมาก ถึงจุฬา ก็ประมาณ 4 โมงกว่าๆ มั้งไม่ได้ดูเวลา ชวนน้องๆ กลับบ้านด้วยกัน น้องเลอไม่ได้กลับด้วยเพราะ ที่บ้านมารับ เลยมีคนกลับด้วยกัน คือ น้องบัน ซึ่งลงก่อนที่รถไฟฟ้าใต้ดิน น้องนนทร์ ลงที่หอยู น้องหนุ่ย ลงที่ แถวๆเสาชิงช้า และน้องวิน ลงที่บ้านเลย และก็กลับไปที่หอ ซื้อข้าวเย็น และดู โยมิกะเอริ ไปง่วงง่วงไปแล้วก็สลบไปเลย สรุปว่าไปคราวนี้ก็ได้อะไรหลาย ไปไกลกังวลเลยจริงๆ แต่กลับมาก็ใกล้กังวล อีกครั้ง หุหุ แอบเศร้าเลย T-T งานที่เอาไปก็ไม่ได้ทำเลย มัวแต่เล่นไม่น่าแบกไปเลย ไปทำงานต่อแล้วดีกว่า บะบาย April 24 ไปเที่ยวมาแหละไม่ได้ update blog ซะนานเลยนะเนี่ย พอดีช่วงนี้ไม่ว่าง + ขี้เกียจ (ความจริงแล้วอันหลังนี่มากกว่าอันแรก อิอิ) งั้นก็จะเล่าเรื่องคราวของหลายๆอย่างที่ผ่านมาละกัน
ช่วงนี้เขียนเล่มเตรียมสอบ proposal โอ้ว ยากมากมาย T-T เพราะเขียนเป็นภาษาต่างประเทศหมดเลย ไม่มีภาษาเราสักนิดเดียว ยากมากๆ เลยทำให้เกิดโรคเลื่อนสอบ proposal ออกไป แต่ครั้งนี้หมายมั่นปั้นมือว่าจะสอบให้ได้ภายใน 10 พ.ค. นี้ไม่รู้ว่าจะสามารถหรือเปล่านะเนี่ย แต่ต้องสามารถให้ได้ อยากรีบจบแล้ว เบื่อๆ อะ
เมื่อเร็วๆนี้แอบได้ข่าวว่ามีทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์มา เลยว่าจะลองสมัครสอบเล่นๆนะเนี่ยไปเรียนสาย animalphysiology โอ้โห ได้ใจมากเลย ว่าจะลองไปสอบแบบ ขำขำ ดูไม่รู้ว่าจะได้อะเปล่า ถ้าได้ก็ดีไม่ได้ก็แล้วไป (แต่แอบหวังลึกๆ มากว่าน่าจะได้อย่างน้อยสำรองก็ดี)
เมื่อ 2 วันที่ผ่านมามีโอกาสไปเกาะช้าง สนุกมากมายแถมได้รูป promote ตัวเองมาอีกมากมาย เหอะ เหอะ เหอะ ทะเลสวยมากแต่ร้อนแถบบ้า ออกเดินทางกันตั้งแต่วันศุกร์ตอน 4 ทุ่มครึ่ง รถนี่แบบไม่ค่อยดีเลยมีน้ำแอร์หยอดลงมาด้วยแล้วอยู่ดีดีที่ระบายอากาศก็มีเสียงดังออกมาอย่างน่าตกใจ เฮ้อ พอถึงที่ บขส. ตอนตี 3 ปุ๊บ ก็มีรถ 2 แถวมารับเลยทันที พร้อมโดนเกลี้ยกล่อมให้ไปค่อยที่ท่าเรือเลย ถึงที่ท่าเรือ ตี 3 ครึ่ง เรือเที่ยวแรกไปเกาะออกตอน ตี 5 ครึ่ง โอ๊ยจะบ้าตาย เราก็นึกว่าจะมีตลาดที่ไหนได้ ไม่มีบ้าอะไรเลย ก็เลยต้องกินข้าวต้มตอนตี 4 โอ้ว แล้วก็จั่วไพ่ อย่างไม่อายประชาชนที่มาคอยเรือ ประมาณ 1 ชม. ครึ่ง ก็ได้ลงเรือ ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นด้วยก็ดีแต่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่ชอบมากเลยได้เห็น+ดูทะเลตอนเช้าเนี่ย ลมดีมากมาย พอมาถึงเกาะประมาณ 7 โมง ก็ได้รถพามาส่งที่พัก ในรถพวกเราพูดกันเสียงดังมากมาย แต่ก็ได้แอบชวนน้องที่มาจาก ถาปัด ลาดกระบังคุยเลยรู้ว่าเค้ามาตั้ง 4 วัน 3 คืน แต่พวกเรามา 2 วัน 1 คืน (แอบอิจฉาเลยนะเนี่ย) พอถึงที่พักปุ๊บก็แอบตกลงใจเพราะฝั่งที่เราพักเนี่ยเหมือนยังทำไม่เสร็จ เพราะยังมีรถตักดินจอดอยู่เลยแต่มีสระว่ายน้ำก็ ok เปิด 8 โมงเช้าเลยมีเวลาเหลือเดินดูที่พัก + หาที่ถ่ายรูป โอ้โห วิว+แสง ตอนเช้าสวยมาก เลยถ่ายรูปไปมากมายได้รูปถูกใจมาด้วย ไว้ค่อยเอามาลงให้ดูทีหลัง พอถ่ายรูปอย่างจุใจ เลยเกิดอาการท้องหิวขึ้นมาเลยไปกิน buffe แต่เช้า เสียไป 200 แต่ ok กว่าที่ embassador มากๆ กินซะคุ้มไปเลย หลังจากกินเสร็จก็คืดได้ว่าต้องไปใช้พลังงานซะแล้ว เลยไปว่ายน้ำในสระเกือบถึงเที่ยง ดำเลยที่นี้ เสร็จก็เข้ามาจั่วไปต่อถึงเกือบ 4 โมงเย็น แล้วนอนพัก 1 ชั่วโมง 2 โมงก็ไปเดินเล่นชายทะเล + นอนริมทะเล ( - -') (นอนอีกแล้ว) แต่คราวนี้ไม่นอนอย่างเดียวลงทะเลด้วย น้ำอุ่นมากเลยอะ แต่ลมดีทะเลสวย เล่นได้แป๊บเดี๋ยวและเป็นการเล่นที่แปลกที่สุดเพราะไม่อยากให้หัวเปียก เพราะเพิ่งสระมาอะ เลยเล่นแค่ครึ่งตัวล่าง - -" แล้วก็ขึ้นมาอาบน้ำแล้วไปกินข้าวเย็นกัน มื้อนี้กินกันอลังการมาก หมดไป 2100 อะโห กินอย่าง Hi-So กันเลย เสร้จแล้วเลยเดินเล่นริมทะเลไปซื้อของยามค่ำคืน อะโห ลมเย็นอย่างแรง บรรยากาศดีมาก สุดแสนจะโรแมนติก แต่เสียดายไม่มีคนรู้ใจมากด้วย (ความจริงยังหาไม่ได้ หุ หุ) และก็แอบไปซื้อ postcard ของฝาก แล้วก็กลับที่พัก กลับมาก็จั่วกันต่ออีก ถึงเที่ยงคืน 15 ก็ออกไปนอนดูฟ้า+ดูดวงริมทะเล สวยมากมายแต่ไม่มีลมแรง T-T แอบร้อน นั่งสักพักก็กลับไปนอนดีกว่า จะได้ตื่นไปถ่ายรูปแต่เช้าในวันรุ่งขึ้น
วันที่ 2 เนี่ยตื่นปุ๊บก็อาบน้ำแล้วไปเดินเล่นชายทะเล แต่วันนี้ไม่ดีเท่าไหร่เพราะน้ำขึ้นสูง แต่ก็มีมุมสวยๆ+น่ารักๆ ถ่ายได้มาจนได้ ก็ยังดีถ่ายรูปเสร็จก็ขึ้นรถกลับมาท่าเรือกันแต่เช้า กลับถึงฝั่งตราดก็เกือบ 10 โมงไปจองรถกลับเที่ยวบ่ายโมง แล้วไปหาไรกินก่อนด้วย ได้ไปกินเมนู ข้าวหน้าปู ร้านสุขใจที่ตราด ตอนแรกนึกว่าจะเป็นอะไรที่แปลก แต่ปรากฏว่าเป็นปูที่วางไว้บนข้างธรรมดา - -' แต่ตั้งชื่อซะดูดีเชียว รสชาดก็ Ok ไปหาซื้อของฝาก แล้วก็ขึ้นรถกลับ สู่กรุงเทพโดยสวัสดิภาพ เป็น 2 วันที่เหนื่อยแต่สนุกมากทีเดียว เพราะทะเลสวยงามอย่างแรงดีจัง วันหลังไปอีกแต่ต้องนานกว่านี้หน่อยดีกว่า
เขียนมามากมายพอแล้วดีกว่าไว้ว่างจะมา update ใหม่ บะบายครับ โชคดีทุกท่านที่เข้ามาอ่าน February 11 เรื่องเรื่อยๆ เปื่อยๆวันนี้เข้ามา update blog อีกแล้ว (ช่วงนี้ up บ่อยเหมือนกันนะเนี่ย) มีหลายเรื่องมาเล่าสู่กันฟังทีเดียว
เรื่องแรกเลยวันนี้เป็นวันเกิด ตาโจ้ น้องในภาค ก็ขอให้มีความสุขมากๆละกัน และพรุ่งนี้ก็เป็นวันเกิดของน้องเลอด้วยขอให้ มีความสุขละกันนะ (ความจริงช่วงนี้ก็มีอยู่แล้วมั้ง อิอิ)
ตอนเช้าวันนี้มาช่วยคุมสอบ lab กริ๊ง น้องคณะสัตวะ ทันตะ เภสัช สหเวช จิตวิทยา วันนี้แอบเบื่อเล็กๆ เนื่องจากเป็น timer อะ เลยไม่ได้เดินไปแกล้งน้องๆ ข้างล่างเลย แต่ถือว่าเป็นโชคดีของน้องไปเพราะเราลืมกดเวลาหลายครั้งมาก นานที่สุดก็ 2 นาที 48 วิ แหนะ อิอิ แย่เรยเราแต่ถือเป็นกำไรของน้องๆไป แต่น้องพวกนี้เนี่ยทำไมชอบทำไรที่ดูไม่ดีจัง วันนี้ก็มีบางคนเขียนลงไปในกระดาษคำถามจนอาจารย์ต้องไปว่าหลายครั้ง แย่จริงๆน้า ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วยนะ วิชานี้มันแค่ 1 หน่วยเองนะ ไม่เห็นน่าจะต้องทุจริตเลย แย่จริงๆ
ในวันเดียวกันนี้เอง เราก็ไปงานรับ diploma ของน้องที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยมา บรรยากาศคล้ายๆกับงานรับประกาศ ตอนที่เราจบจากอัสสัม เลย และก็คล้ายงานรับปริญญาเล็กๆ แต่ตอนเรารับเนี่ย เราว่าไม่มีดอกไม้มาอวยรขนาดนี้เลยนะเนี่ย เลยทำให้งานเค้าดูกลายเป็นเหมือนงานรับปริญญาเลย (แล้วของเราจะได้รับปีไหนเนี่ย เฮ้ออ สู้กันต่อไป)
ส่วนเมื่อวานนี้ (วันศุกร์ที่ 10 ) เราไปตรวจข้อสอบมา ตอนแรกนึกว่าจะใช้เวลาทำทุกอย่างแค่ 2-3 ชั่วโมง แต่ที่ไหนได้ไปถึง 11 โมง กว่าจะเสร็จทุกอย่างก็ 3 โมงครึ่งทันที โหยยยยย เสียเวลามากมาย แต่ยังดีที่กลับมาเจอได้ทันพอดี และเมื่อวานก็มีการเลี้ยงส่งน้องจ๋า น้องในภาคก่อนไปเมืองนอก (เมื่อไหร่ เราจะได้ไปมั้ง น้า... แต่ตอนนี้คงต้องจบโท ก่อน ...อืม) และวันนี้น้องเลอก็ยังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย แต่ตอนกลางคืนนี่สิ อาการดีมากเพราะมีเรื่อง.....(โดน censor ไป)
ว่าแล้วก็อยากเจอ ณัฐ กะ ตากั๊ม อีกนะเนี่ย วันก่อนยังไม่ได้เล่นกะตากั๊มเลย...ไว้คราวหน้าละกัน แล้วตาณัฐ เนี่ยเมื่อไหร่จะ up blog ให้มันเปิดขึ้นมาได้สักทีเนี่ย รออยู่นะ(ถ้าเข้ามาอ่านก็รีบกลับไป update ด้วย)
สุดท้าย วันนี้เกิดอาการอย่างเปลี่ยนรูปแบบใน blog ดูเลยเปลี่ยนนิดหน่อย และเป้าหมายในวันหยุดยาวนี้คือ การอ่าน paper ที่ print มา 4 paper ให้จบภายใน วันจันทร์ และจัดการกับผล lab ทุกอย่างให้เสร็จสิ้นภายในอาทิตย์หน้า (วันอังคารนี้เนี่ย ปะป๊า นัดคุยกะลูกใน lab ทั้งหมด ฉลอง valentile เลยทีเดียวแหม เลยอดมางาน bye'nior น้องๆ ในภาคเลย แต่ไม่เป็นไรคุยกะปะป๊า ก่อนดีกว่า.....แล้วจะมา upblog ใหม่อีกที
(up เยอะขนาดนี้จะมีครายมาอ่านมั๊ยเนี่ย)
February 04 ตัด section hippocampus& cerebellum ถึงเวลาทำ lab ที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นงาน lab ที่ถนัดก็ว่าได้แล้วสินะ เพราะนั้นคือการตัด section นั้นเอง แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือครั้งนี้ได้ใช้เครื่อง cryostat (สะกดอย่างงี้ป่าวหว่า) วิธีทำนั้นก็ง่ายมาก ต่างจากการตัด rotary microtome ธรรมดาตรงที่เอาเนื้อเยื่อเราไปตัดในตู้เย็นเท่านั้นเอง มีขั้นตอนดังนี้นะท่านทั้งหลาย
1. เปิดเครื่อง ตั้งอุณหภูมิตาที่ต้องการตั้งแต่ -10 ถึง
-25 องศาเซลเซียลส ไม่ครวต่ำกว่านี้เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อ
แตกได้ ทิ้งเครื่องไว้จนกว่าจะได้อุณหภูมิที่ต้องการ
2. นำ tissue tech (cryomatrix) เทลงในแป้น
3. นำเนื้อเยื่อที่ต้องการตัด (ในที่นี้คือ brain) ใส่ลงไปใน
cryomatrix เมื่อสักครู่นี้ ทิ้งไว้ครั้ง 30 - 45 นาทีให้แข็ง
4. ลงมือเจื๋อนได้เลย
5. แปะลงบน slide แก้วที่เตรียมมา
6. รอย้อมสีต่อไป
เห็นมั๊ยขั้นตอนง่ายนิดเดียว ครั้งนี้ก็ขอขอบคุณทั้งที โครงการวิจัยชีววิทยาระบบประสาท และ พฤติกรรม มหิดล ศาลายา ที่เรียน และ lab histo ภาค bio จุฬาฯ ด้วยที่ให้ใช้อุปกรณืในการทำ thesis กลายเป็นคน 2 มหาวิทยาลัย อิอิ
สำหรับการ update blog ครั้งนี้อาจจะไม่มีใครอยากรู้แต่ที่สำคัญคือ เราอยากเขียนนี่เองนะครับ
February 02 เวลาสอบ(อีกแล้ว)ถึงเวลาที่เราต้องออกข้อสอบอีกแล้ว รู้สึกว่าอยากให้เรียนแล้วถึงเวลาก็เลื่อนชั้นขึ้นไปเองเลยอะ แต่คงเป็นไปไม่ได้ (ตอนเป็นนักเรียนก็บ่นแบบนี้ ตอนนี้เป็นคุณครูก็บ่นแบบนี้อีกแล้ว อิอิ) ขี้เกียจออกข้อสอบมากๆเลย เบื่อๆ ไม่มี idea เลย แต่ไม่เป็นไรทำได้อยู่แล้ว แป๊บเดียวก็ออกเสร็จแล้ว แต่น่าใจหายเหมือนกันนะเนี่ย เผลอหน่อยเดียว ม6 ก็จบแล้วอะคาบสุดท้ายกะน้องกลุ่มนี้ แอบใจหายเหมือนกันนะเนี่ย แต่ทุกอย่างต้องมีการก้าวหน้าต่อไป
วันเสาร์นี้มีนัด กะ my gang แหละดีจายมากๆเลยได้เจอแล้ว แอบคิดถึงนะเนี่ย แต่ช่วงนี้ยังปรับ biological clock ไม่ได้เลยนะเนี่ย ยังงงกะกลางวัน-กลางคืนอยู่เลย เฮ้อออออ.....
สู้ต่อไปนนทวัฒน์ ทำ lab อย่างมุ่งมั่น
สู้ต่อไป พี่ณัฐ เรียน tofel อย่างมุ่มานะต่อไป
สู้ต่อไป เลอสรรค์ ทำ senior project ซะให้เสร็จ
และที่ลืมไม่ได้ คอยผลต่อไปนะ กัมพล อิอิอิอิอิอิ January 23 แปลกใจเลย วันนี้ ง่วงมากๆเลย เมื่อคืนได้นอนตอนตี 4.30 ตื่นประมาณ 10 โมง เนื่องจากต้องรีบทำงานสำนึกรักบ้านเกิด มาถึงก็ทันเวลาพอดีที่เสด็จแม่จะใช้เลย โชคดีไป และตอนไปสอนที่ โรงเรียนวัฒนา ก็เกิดเรื่องแปลกมากขึ้น เข้าไนห้องเนี่ย "เงียบ" มั่กมาก จนน่าตกใจ เราแอบกลั้นหัวเราะตั้งนาน แต่ก็ ok ตลกดี เลยทักทายเรื่องข้อสอบมิดเทอม เกิดการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศทันที พอพูดถึงข้อสอบแอบสะใจเล็ก อิอิ เอาเถอะคิดว่าเอาคืนเล็กๆน้อยๆ ไม่ติดใจแล้ว คาดว่า final คงไม่ต้องออกข้อสอบอารมณ์นี้อีกแล้วนะเนี่ย
ส่วนเรื่อง lab ช่วงนี้ผลออกมาดีมากเลย (อยากได้ยังไง ก็ออกมายังงั้นเลย) ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยก็จะดีนะ ราบรื่นๆ จะได้ส่งงานไปสิงค์โปรได้ เอิ้กๆ สู้ๆ ทำ lab ต่อไปนะ นนทวัฒน์ .......... January 16 ทริปภาค วันที่ 13-15 มค. 2549 ที่เพิ่งไปทริปภาคมา เดินป่า 2 วัน และไหว้พระวันกลับ สนุกสนานพอสมควร วันแรกไปก่อนเริ่มเดินป่าเลยทันที ป่าที่นี่ร้อนมากๆ ไม่ค่อยมีอะไรให้ดู แต่หนามเยอะทั้งต้นไมยราพยักษ์ และต้นงิ้ว (มั้ง) (เกือบฝึกปีนแหนะ แต่ไม่ดีกว่า อิอิ ยังไม่ได้ทำผิดศีลข้อนี้นี่นา) เดินวันแรกก็เหนื่อยมากเลย เพราะห่างหายจากวงการนี้มานานมากแล้ว และเดินป่าครั้งนี้ก้เป็นครั้งแรกที่เดินไปโดยถือ GPS เข็มทิศ และ แผนที่ เดินลุยเข้าไปกันเองไปถ่างทางเองโดยไม่มีคนเดินนำ ก็หนุกดี แต่เดินไปมาหลงทาง แย่เลย กว่าจะทำทางไว้ให้น้องๆเดินในวันต่อมาเสร็จแถบแย่ กลับไปก็รีบอาบน้ำเลย นอนหลับเร็วมาก
ส่วนในวันที่ 2 เนี่ยวันนี้เดินสบาย เพราะ เดินๆ หยุดๆ ไปตลอดทาง แต่แอบเคืองอ. นะเนี่ยที่มาจัดคนในกลุ่มใหม่ เลยไม่ได้เดิน กะพี่ ณ เลย ไม่เป็นไร เดินไปเดินมา พาน้องเดินไปประมาณ 10 คน แต่หา pitfall trap ดักแมลงไม่เจอในจุดแรก (แอบเซ็งเลย) วันที่ 2 เนี่ยเจออะไรมากกว่าวันแรก เพราะได้เห็นชันโรงตั้ง 5 รัง และได้รู้จักฝักหมามุ่ยด้วย (ดีว่าไม่มีน้องคนไหนโดนนะเนี่ย) ลงจากเขาเป็นกลุ่มสุดท้ายเลย เพราะน้องหลงทางที่เดียวกะที่เราหลงเมื่อวานเลย ตอนกลางคืนมีเล่นเกมส์ด้วยก็หนุกดี แต่รู้สึกไม่ค่อยได้คุยกะ คนนั้นเท่าไหร่เลย แย่จัง แต่ไม่เป็นไรอีกเหมือนกัน แต่ได้มานั่งคุยกันกะ my gang ตอนกลางคืนก่อนนอน ก็ Ok แล้ว
วันสุดท้าย สบายๆ ออกเดินทางประมาณ 9 โมง ไปที่น้ำตกมวกเหล้ก เย็นดีแต่แอบเหงานึกถึงเพื่อนๆ ปีเราขึ้นมา แล้วค่อยไปไหว้พระที่วัดพระพุทธฉายแล้วโดนหลอกให้ปีนเขาอีกวันด้วย แบบสูงมาก ไม่ได้ตั้งตัวอะ เหนื่อยมาก แต่โชคดีที่ข้างบนมีน้ำไว้บริการด้วย (อนุโมทนาบุญด้วยกะคนที่แบกน้ำขึ้นมาให้พวกเรากิน) วิวเฉยๆ มากไม่ค่อย oK ดูไม่ค่อยคุ้มที่ปีนขึ้นมาเลย ตอนลงลงทางเดินมาข้างล่างเนี่ยขาสั่นมากๆ เลย แล้วไปแอบเห็นทางเดินที่เป็นถนนลาดลง อืม น่าจะลงทางโน้นมากกว่าแฮะ เสร็จแล้วเลยขึ้นรถเดินทางกลับ จุฬาฯ ในรถเปิดหนังเรื่อง "the myth" ; แม่นางอี้สู้ ด้วย ตอนจบของเรื่องเนี่ย จบขัดใจแม่ยกมั่กมาก (คฑาวุธพูนพันธุ์ et al., 2006) ไม่ประทับใจเลยอะ แอบเซ็ง หนังดี แต่จบขัดใจชะมัด อืมๆ และแล้วก็ถึง จุฬาฯ โดยสวัสดิภาพ และรอรถอีกคันมาก็ไปส่ง my gang กันถ้วนหน้า ดีใจดีใจ อย่างน้องคนนั้นก็ยอมให้ไปส่ง อิอิ
ตอนนี้ก็มีพลังในการทำ lab อีกครั้ง แล้วเดี๋ยวจะเอารูปมาลง เก็บไว้ โชคดีทุกท่านที่เข้ามาอ่าน |
|
|